เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 นาย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายในงานสัมนาวิชาการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังประจำปี 2569 ว่า กระทรวงฯ เตรียมออกมาตรการจูงใจทางภาษีใหม่เพื่อให้เกิดการลงทุนตั้งฐานผลิต รถยนต์ไฟฟ้า ในประเทศไทย โดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและสร้างความเป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทุนผลิตในประเทศกับผู้นำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปมาจำหน่าย
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขสำคัญคือการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและระบบห่วงโซ่อุปทาน (ซัพพลายเชนจ์) ในประเทศไทย
ขณะที่ สำหรับผู้ประกอบการที่นำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปมาจำหน่ายโดยไม่ได้ลงทุนตั้งฐานผลิตในประเทศไทย จะเสียภาษีสรรพสามิตในอัตราที่สูงกว่าเพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบกว่าผู้ที่ลงทุนจริงและเป็นแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนตั้งฐานผลิตในประเทศไทย
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : สมาคมอุตฯยานยนต์ไทย ลุ้นประชุมบอร์ดอีวีนัดหน้าถกมาตรการ EV4.0
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : CHERY ชูโมเดลอีวีจีนใช้เวลากว่า 10 ปี สร้างซัพพลายเชนในอุตสาหกรรม
สำหรับ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดของมาตรการคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน ของปี 2569 ก่อนปิดปีงบประมาณ พร้อมจะมีการนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป
นาย เอกนิติ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวจะเป็นมาตรการที่แตกต่างจากมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าทั้ง 2 ระยะ EV3.0 และ EV3.5 ที่เป็นมาตรการให้เงินอุดหนุนกับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์เพื่อนำไปลดราคาให้ผู้บริโภค
“ที่ผ่านมามาตรการ EV3.0 และ EV3.5 ทำให้รัฐบาลจะต้องสำรองเงินภาษีในจำนวนมหาศาล เพื่อนำมาเป้นเงินอุดหนุนและมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากหากค่ายรถเอาเงินอุดหนุนไปแล้วแต่เกิดปัญหาจนไม่สามารถผลิตรถชดเชยในประเทศได้ตามสัญญา เช่น กรณีค่ายรถบางรายที่ประสบปัญหาการเงินและขาดสภาพคล่องในการผลิตชดเชย”




