บทสรุปตัวเลขยอดจองในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 (Motor Show 2026) ที่ทุบสถิติยอดจองในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่จัดงานด้วยตัวเลขยอดจองกว่า 132,951 คัน เติบโตขึ้น 71.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งสัดส่วนยอดจองหลักเกิดจากรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% (BEV) ที่มีแรงแรงกระตุ้นระยะสั้นจากสถานการณ์วิกฤตราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามการสู้รบในตะวันออกกลาง
สำหรับ 10 อันดับผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถยนต์ที่มียอดจองสูงที่สุดในงานมีดังนี้
- BYD 17,354 คัน
- TOYOTA 15,750 คัน
- OMODA & JAECOO 15,088 คัน
- MG 10,537 คัน
- CHANGAN 8,573 คัน
- GEELY 7,811 คัน
- CHERY 7,509 คัน
- GWM 6,819 คัน
- GAC 6,287 คัน
- HONDA 5,907 คัน
เมื่อวิเคราะห์จาก 10 อันดับผู้ที่มียอดจองสูงที่สุดในงานหากแบ่งตามสัญชาติพบว่า 8 ใน 10 อันดับ เป็นผู้ประกอบการสัญชาติจีน และ 2 ใน 10 อันดับ เป็นผู้ประกอบการสัญชาติญี่ปุ่น หากย้อนกลับไปในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาอันดับของสัญชาติผู้ประกอบการจะสลับกันโดยสัญชาติญี่ปุ่นจะเป็นส่วนใหญ่และสัญชาติจีนจะเป็นส่วนน้อย
ดังนั้น ตัวเลขยอดจองในงานจึงสะท้อนให้เห็นถึงการตอบรับของผู้บริโภคอย่างมีนัยยะสำคัญที่มีต่อแบรนด์จีนซึ่งมีผลิตภัณฑ์หลักเป็นกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าเกือบ 100% ทำให้เมื่อกวาดสายตาดูในตารางอันดับล้วนเป็นแบรนด์จีนส่วนใหญ่ในเวลานี้
ขณะที่ แบรนด์ญี่ปุ่นที่ชูจุดแข็งเรื่องความเชื่อมั่นและเทคโนโลยีไฮบริด ได้ติดอันดับเข้ามาใน 2 แบรนด์ ได้แก่ โตโยต้า ที่มีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ให้เลือกทั้ง รถยนต์นั่ง, รถยนต์อเนกประสงค์ และ รถกระบะ ด้วยเทคโนโลยีไฮบริดที่เน้นการสื่อสารด้านการประหยัดพลังงานและตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ พร้อมการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่และใช้กลยุทธ์แคมเปญทางด้านการเงินที่พร้อมเข้าใจผู้บริโภคในทุกด้านจึงปกป้องอธิปไตยฐานที่มั่นของหัวตารางอันดับ 2 ไว้ได้
ส่วน ฮอนด้า ที่มีไลน์อัพผลิตภัณฑ์ในกลุ่มไฮบริดเป็นหลักยังคงครองใจสาวกได้อย่างมั่นคงแข็งแกร่ง และปฏิเสธไม่ได้ว่าการใช่แคมเปญทางด้านการเงินส่วนลดของแถมกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ ช่วยให้ความคุ้มค่าของเทคโนโลยีไฮบริดบวกกับความแข็งแกร่งของแบรนด์ยังคงครองใจผู้บริโภคทำให้สามารถเกาะกลุ่มติดเข้ามาอยู่ในอันดับที่ 10
ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับสิ่งที่ Autolifethailand ได้สอบถามไปยัง “กฤษฎา อุตตโมทย์” ในฐานะที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ซึ่งให้ความเห็นระบุว่า ยอดจองรถยนต์ในงานมอเตอร์โชว์ครั้งที่ 47 โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า สะท้อนถึงแรงส่งของฝั่งความต้องการที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ จากความวิตกกังวลเรื่องราคาน้ำมัน ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการเปิดตัวรถยนต์รุ่นต่างๆที่มีทั้งราคาและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ดึงดูดใจ ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค
อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ทั่วโลก ทั้งในมิติของต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มสูงขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบที่หายากขึ้น และราคาพลังงานที่ผันผวนเป็นอย่างมาก ซึ่งล้วนส่งผลต่อ Lead Time และต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าที่พึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนสำคัญจากหลายภูมิภาค
ในระยะถัดไป อุตสาหกรรมยานยนต์อาจต้องเผชิญโจทย์ใหม่ จากเดิมที่แข่งขันด้านราคาและยอดขาย ไปสู่การแข่งขันด้านความยืดหยุ่นของ Supply Chain ดังนั้นผู้ผลิตที่สามารถบริหารจัดการแหล่งผลิต และโลจิสติกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นผู้ที่สามารถเปลี่ยนยอดจองให้กลายเป็นยอดส่งมอบได้จริง ภายใต้บริบทโลกในปัจจุบันนี้ที่ต้องเผชิญความไม่แน่นอนสูงขึ้นกว่าที่ผ่านมา
ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC-ASIA กล่าวไว้เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ว่า ในสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง อาจส่งผลให้เกิด Oil Shock หรือระดับราคาน้ำมันที่สูงขึ้นที่เกิดขึ้นในปัจจุบันบริษัทได้มีการประเมินความเสี่ยงและวางแผนรับมือไว้แล้วทั้งในแง่ของกำลังซื้อที่หดตัวรวมถึงระดับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งมองว่าปีนี้รถยนต์ไฟฟ้าน่าจะไม่พอส่งมอบจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
สำหรับ ภาพรวมตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยบริษัทมองว่าจะมีอัตราเติบโตมากกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ โดยในปีที่ผ่านมาตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอยู่ที่ราว 1.2 แสนคัน โดยปัจจัยหลักมาจากการส่งเสริมของรัฐบาล และปัจจัยใหม่ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางส่งผลให้ระดับราคาน้ำมันสูงขึ้นมาก ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคที่มีความกังวลเรื่องค่าครองชีพสูงรวมถึงต้นทุนค่าเชื้อเพลิงในชีวิตประจำวัน ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้า 100% จะมีบทบาทสำคัญในการตอบโจทย์ความต้องการในประเด็นดังกล่าว
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : MGC-ASIA ชี้สงครามดันราคาน้ำมันพุ่ง หนุนผู้บริโภคหันหารถยนต์ไฟฟ้า
จากการรวบรวมข้อมูลของ Autolifethailand พบว่า ระดับราคาของรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่ได้รับความนิยมจัดอยู่ในกลุ่มระดับราคา Entry Level (4-6 แสนบาท) ซึ่งถือว่าเป็นช่วงราคาที่ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อและเป็นเจ้าของง่าย ในการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานสู้รถยนต์ไฟฟ้า 100% เช่นเดียวกับ รถยนต์ไฮบริด ที่มีความคุ้มค่าและอัตราบริโภคเชื้อเพลิงต่ำประกอบกับการใช้งานที่อเนกประสงค์พร้อมการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่จึงได้รับความนิยมเช่นกัน
นอกจากนั้น ตัวเลขผู้เข้าร่วมงานยังเป็นดัชนีชี้วัดความตื่นตัวของผู้บริโภคที่เดินทางไปเลือกซื้อและเปรียบเทียบรถยนต์ในงาน ซึ่ง Motor Show 2026 มีผู้เข้าร่วมชมงานอยู่ที่ 1,798,312 คน หรือเพิ่มขึ้น 12.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นตัวเลขสูงสุดในประวัติศาสตร์เช่นกัน โดยข้อมูลย้อนหลังของการจัดงาน 5 ปี มีดังนี้
- ปี 2565 : 1,578,898 คน
- ปี 2566 : 1,620,459 คน
- ปี 2567 : 1,610,972 คน
- ปี 2568 : 1,601,011 คน
- ปี 2569 : 1,798,312 คน
สรุปแล้ว Motor Show 2026 ถือเป็นเวทีการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ในครั้งนี้เห็นภาพชัดของ “รถยนต์ไฟฟ้า 100%” แบรนด์จีนได้กระชับพื้นที่ทางด้านยอดจองในงานเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่มีนัยยะสำคัญ ตีกรอบวงล้อม “รถยนต์ไฮบริด” ที่เป็นความหมายมั่นปั้นมือของแบรนด์ญี่ปุ่น ที่แม้จะมีความประหยัดและคุ้มค่ารวมถึงการเน้นการสื่อสารด้านความเชื่อมั่น แต่ในวันนี้ที่เทคโนโลยีไฮบริดยังต้องพึ่งพาการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ก็อาจจะเป็นเหตุผลทางด้านจิตวิทยาในความคิดผู้บริโภคในสถานการณ์วิกฤตราคาพลังงานที่พุ่งสูงทะลุปรอทเวลานี้
แต่กระนั้นเกมนี้อาจจะต้องวัดกันยาว ๆ เพราะแต่ละเทคโนโลยีมีจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเอง แต่ในเวทีการแข่งขันของงานนี้ กรรมการต้องชูมือให้กับฝ่ายของ “รถยนต์ไฟฟ้า 100%” เป็นผู้ชนะไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้







