นายเฉิน ชุนชิง (Mr.Chen Chunqing) รองประธานบริหาร CHERY International เปิดเผยภายในพิธีเปิดตัวโรงงาน OMODA&JAECOO Manufacturing (Thailand) เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ว่า การดำเนินธุรกิจในตลาดพวงมาลัยขวาทั่วโลกของ Chery Group (เชอรี กรุ๊ป) ปัจจุบันครอบคลุม 14 ประเทศ พร้อมสัดส่วนรถยนต์พลังงานใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยมีโรงงานผลิตรถยนต์เพื่อรองรับตลาดดังกล่าวอยู่ที่ 3 แห่ง (รวมโรงงานล่าสุดที่ประเทศไทย)
แผนธุรกิจในระยะถัดไปของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย 3 ด้าน ได้แก่
- นำเสนอพลังงานทางเลือกใหม่ (NEV) ของ เชอรี กรุ๊ป และ รถยนต์รุ่นใหม่
- นำเสนอเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดอย่าง VPD, APA, AI Interaction
- พัฒนาความสามารถด้านการผลิตขั้นสูงในโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศไทยและสร้างความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจร่วมกันกับท้องถิ่น

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เกิดอะไรขึ้น ? CHERY Group – OMODA & JAECOO ยกเลิกพิธีเปิดโรงงานประกอบรถยนต์ กะทันหัน
นายเซดริก ซุย (Mr. Cedric Cui) ประธาน Chery Group (ประเทศไทย) กล่าวว่าบริษัทได้นำเทคโนโลยีด้านการผลิตที่ล้ำสมัยรวมถึงเทคโนโลยีการเชื่อมตัวถังอลูมิเนียมขั้นสูงมาติดตั้งไว้ที่โรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศไทยและมีแผนการนำเทคโนโลยีขั้นสูงด้านการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ามาติดตั้งในประเทศไทยในอนาคต
“การเปิดโรงงานผลิตรถยนต์ไม่เพียงสะท้อนความตั้งใจด้านการผลิตในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงมาตรฐานการผลิตคุณภาพสูงในระดับสากลด้วยเช่นกัน”
ขณะที่ โรงงาน โอโมดา แอนด์ เจคู แฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) ตั้งอยู่ที่ อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง ประเทศไทย ใช้เงินลงทุนรวมมูลค่า 5,000 ล้านบาท บนพื้นที่ 120,000 ตารางเมตร ซึ่งวางตำแหน่งให้โรงงานแห่งนี้เป็นศูนย์กลางการผลิตและพัฒนารถยนต์สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีกำลังการผลิตสูงสุด 80,000 คัน/ปี
ในระยะแรกโรงงานแห่งนี้จะมุ่งเน้นที่การผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% (BEV) เพื่อตอบสนองความต้องการภายในประเทศเป็นหลักก่อน โดยภายในปี 2569 ตั้งเป้าการผลิตไว้ที่ 60,000 คันในปี 2569 และเพิ่มขึ้นเป็น 70,000 คันในปี 2571
ระยะที่ 1 (เฟสแรก) เริ่มประกอบรถยนต์ในรูปแบบ CKD (Complete Knocked Down) ตั้งแต่เดือน กุมภาพันธ์ – กรกฎาคม 2569
ระยะที่ 2 (เฟสสอง) เริ่มผลิตรถยนต์ตั้งแต่ไตรมาส 3/2569 เป็นต้นไป
นายเซดริก ซุย (Mr. Cedric Cui) ประธาน Chery Group (ประเทศไทย) “บริษัทคาดการณ์ว่าภายในปี 2571 ปริมาณการผลิตรสมสะสมจะอยู่ที่ 190,000 คัน”
นอกจากนี้ ภายใน 5 ปี (2569-2573) บริษัทมีแผนการนำเสนอเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และ ดทคโนโลยี Range-Extended Electric Vehicle (REEV) เข้ามาผลิตในประเทศไทย
ปัจจุบัน โรงงานดังกล่าวมีการจ้างงานในประเทศไทยจำนวนกว่า 500 ตำแหน่ง และจะขยายเพิ่มขึ้นตามยอดการผลิตโดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้มีมาตรฐานระดับโลก เพื่อสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างยั่งยืน
ด้านแผนการประกอบรถยนต์ในโรงงานดังกล่าวในระยะแรกมีจำนวน 7 รุ่น จาก 3 แบรนด์ภายใต้ CHERY Group ได้แก่
- CHERY V23
- CHERY Q
- OMODA C5 EV (NEW)
- JAECOO 5 EV
- JAECOO 6 EV
- LEPAS L6
- LEPAS L4
นอกเหนือ จากการผลิต เชอรี กรุ๊ป ตั้งเป้าขยายเครือข่ายบริการเป็น 210 โชว์รูมภายในปีนี้ พร้อมพัฒนาศักยภาพช่างเทคนิคให้ผ่านการรับรอง 100% และตั้งเป้าประสิทธิภาพด้านอะไหล่และบริการในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม บริษัทตั้งเป้าหมายด้านบริการหลังการขายให้การซ่อมบำรุงทั่วไปเสร็จสิ้นภายใน 1 วัน และอัตราการซ่อมเสร็จในครั้งเดียวอยู่ที่ 98% รวมถึงด้านบริหารจัดการอะไหล่จะรักษาให้ยอดค้างส่งอะไหล่ (Back Order) น้อยกว่า 5% เพื่อให้อัตราการตอบสนองความต้องการอะไหล่อยู่ที่ 95% หรือสูงกว่านั้น
Autolifethailand ได้ข้อมูลมาจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ โดยระบุว่า ปัจจุบันชิ้นส่วนอะไหล่ (Sparepart) ของ เชอรี กรุ๊ป ได้นำเข้ามาถึงประเทศไทยแล้วโดยอยู่ที่ท่าเรือราว 50 ตู้คอนเทนเนอร์ แต่เกิดความล่าช้าจากกระบวนการทางภาษีศุลกากร จึงยังไม่สามารถส่งมอบไปถึงคลังสินค้า DHL และผู้แทนจำหน่าย (ดีลเลอร์) ทั่วประเทศได้ โดยคาดการณ์ว่าในช่วงกลางเดือน พฤษภาคม นี้ จะต้องส่งชิ้นส่วนอะไหล่ไปถึงมือผู้บริโภคเพื่อแก้ไขปัญหาการซ่อม









