Dacia Duster
แม้ Duster จะถือกำเนิดเป็นรถยนต์ SUV แต่กลับมีการต่อยอดไปเป็นผลิตภัณฑ์อีกกลุ่ม ทั้งรถกระบะ และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ สำหรับออกจำหน่ายในตลาดที่แตกต่างกัน ที่น่าสนใจคือแม้ประเภทรถยนต์จะเปลี่ยนไปเป็นคนละแบบ แต่กลับยังรักษาขนาดตัวถังเดิมเอาไว้ ให้เท่ากันทุกประการในทั้งสามแบบตัวถัง เพื่อควบคุมต้นทุนการดัดแปลงให้ต่ำที่สุด

Dimension มิติตัวถัง
- ยาว 4,345 มิลลิเมตร
- กว้าง 1,813 มิลลิเมตร
- สูง 1,656 มิลลิเมตร
- ระยะฐานล้อ 2,658 มิลลิเมตร
* ตัวรถของ Duster นั้นสั้นกว่า Honda WR-V แต่ฐานล้อยาวกว่า
- Dacia Duster : 4,345 x 1,813 x 1,656 มม. | ฐานล้อ 2,658 มม.
- Honda WR-V : 4,060 x 1,780 x 1,608 มม. | ฐานล้อ 2,485 มม.
Duster Pickup
เริ่มต้นกับ Duster Pickup กันก่อนซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่ออกจำหน่ายในโรมาเนีย ภายใต้ความร่วมมือของสำนัก Romturingia ที่เคยฝากผลงานกับ Duster Pickup รุ่นก่อนหน้าเอาไว้ โดยในครั้งนี้มาในตัวถังสี่ประตู พร้อมตัดหลังคาส่วนหลัง และเสาหลังคา D-Pillar ทิ้งพร้อมตกแต่งเสา C-Pillar ด้วยสีดำและแปลงฝาท้ายให้เหลือแค่ครึ่งล่าง สามารถเปิดออกแบบกระบะทั่วไป แต่ด้วยความที่มิติตัวถังเท่าเดิม ตัวกระบะจะมีพื้นที่น้อยนิด โดยยาว 1,050 มิลลิเมตร กว้าง 1,000 มิลลิเมตร จนดูเป็นกระบะ ‘น้อย’ ที่แท้ทรู
Duster Pickup รองรับน้ำหนักบรรทุกสูงสุด 430 กิโลกรัม ทั้งยังเพิ่มประโยชน์ใช้สอยด้วยราวหลังคา พร้อมราวกระบะคู่ทำจากโลหะ และหูยึดกระบะ 4 ตำแหน่ง ส่วนภายในรองรับผู้โดยสารแค่ 4 ที่นั่ง โดยเบาะหลังมีที่วางแขนแขนกลาง ขุมพลังมีให้เลือกสองแบบทั้ง ขุมพลัง Mild Hybrid 130 แรงม้า ขับเคลื่อนสี่ล้อ หรือ Hybrid 140 แรงม้า ขับเคลื่อนล้อคู่หน้า สำหรับราคาจำหน่ายเริ่มต้นในโรมาเนียอยู่ที่ 25,983 ยูโร (ราว 973,000 บาท) ทั้งยังมีให้เลือก 3 รุ่นย่อย


Duster Cargo



นอกจากนี้ ยังมีทางเลือกอีกหนึ่งตัวถัง กับ Duster Cargo เพื่อการพาณิชย์ โดยมีเป้าหมายเป็นลูกค้าในอังกฤษ ส่วนความแตกต่างภายนอก ปรับกระจกหน้าต่างหลังและบานหลังเป็นแบบกรองแสง เพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัว ล้อขนาด 17 นิ้ว ทั้งยังมีราวหลังคา ห้องโดยสารถอดเบาะหลังออก คงเหลือพื้นเรียบพร้อมกั้นโซนแยกส่วนโดยสารตอนหน้า และพื้นที่บรรทุกสัมภาระออกจากกัน ด้านประโยชน์ใช้สอยด้านหลัง มีความจุสัมภาระ 1,149 ลิตร รองรับน้ำหนักบรรทุกสูงสุด 430 กิโลกรัม เท่ากับ Dacia Duster Pickup
Duster Cargo มีอุปกรณ์มาตรฐานค่อนข้างครบ ทั้งมาตรวัดดิจิตอลขนาด 7 นิ้ว, หน้าจอกลางระบบสัมผัส ขนาด 10.1 นิ้ว, เซนเซอร์ถอยหลัง พร้อมกล้องมองหลัง และ ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่พื้นฐาน
Powertrain ขุมพลัง
ส่วนขุมพลังมีให้เลือก 2 แบบเช่นเคยทั้ง เครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ ขนาด 1.2 ลิตร ขุมพลัง Mild Hybrid 130 แรงม้า ขับเคลื่อนสี่ล้อ AWD All-Wheel Drive และ เครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ ขนาด 1.2 ลิตร ขุมพลัง Hybrid 140 แรงม้า ขับเคลื่อนล้อคู่หน้า FWD Front-Wheel Drive
ปิดท้ายกับราคาจำหน่ายเริ่มต้นในอังกฤษที่ 22,995 ปอนด์ (ราว 987,000 บาท) และมีให้เลือกเพียงรุ่นย่อยเดียว
ที่มา: carscoops, carexpert / เรียบเรียงข้อมูลทั้งหมดโดย www.autolifethailand.tv










