นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ยอดขายรถยนต์ ของตลาดรถยนต์ปี 2568 มียอดขายรวมอยู่ที่ 621,166 คัน เติบโตขึ้น 8.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แบ่งเป็น รถยนต์นั่ง 404,845 คัน, รถกระบะ 143,072 คัน, รถกระบะดัดแปลง (PPV) 43,916 คัน, รถบรรทุก 5 – 10 ตัน 15,305 คัน และ รถประเภทอื่น ๆ 13,283 คัน
ทั้งนี้ เมื่อแบ่งตามประเภทพลังงาน รถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) มียอดขายรวมอยู่ที่ 120,301 คัน หรือคิดเป็น 19% ของตลาดรวม, รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) มียอดขายรวมอยู่ที่ 8,621 คัน หรือคิดเป็น 1.3% ของตลาดรวม, รถยนต์ไฮบริด (HEV) มียอดขายรวมอยู่ที่ 146,059 คัน หรือคิดเป็น 23% ของตลาดรวม และ รถยนต์สันดาปภายใน (ICE) มียอดขายรวมอยู่ที่ 128,893 คัน หรือคิดเป็น 20% ของตลาดรวม
ขณะที่ ยอดขายรถยนต์ เดือน ธันวาคม 2568 มียอดขายรวมอยู่ที่ 75,121 คัน เติบโตขึ้น 39% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นเดือนแรกในรอบ 33 เดือน ที่มียอดขายรถยนต์สอดคล้องกับยอดของรถยนต์ในงาน มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42 หรือ มอเตอร์เอ็กซ์โป 2025 (Motor Expo 2025) ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายที่ต้องจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าในโครงการ EV 3.0
ด้านการผลิตรถยนต์ปี 2568 มียอดผลิตรวมอยู่ที่ 1,455,569 คัน ลดลง 0.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่มากกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 1,450,000 คัน แบ่งเป็นการผลิตเพื่อการส่งออก 956,230 คัน หรือคิดเป็น 65.69% ของยอดการผลิตทั้งหมด ซึ่งลดลง 5.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งมากกว่าเป้าผลิตเพื่อส่งออกปี 2568 เนื่องจากการเร่งผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อส่งออก ซึ่งสามารถนำจำนวนการผลิตดังกล่าวไปนับเป็นการผลิตชดเชยในอัตรา 1.5 เท่าได้ ส่วนการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศมียอดผลิตรวมอยู่ที่ 499,339 คัน หรือคิดเป็น 34.31% ของยอดการผลิตทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้น 8.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. ประมาณการยอดผลิตรถยนต์ในประเทศไทยปี 2569 ไว้อยู่ที่ 1.5 ล้านคัน เติบโตขึ้น 3% เมื่อเทียบกับปี 2568 แบ่งเป็น ผลิตเพื่อการส่งออก 9.5 แสนคัน ทรงตัวเมื่อเทียบกับปี 2568 จากปัจจัยบวกธนาคารกลางสหรัฐลดอัตราดอกเบี้ยลงและบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยส่งออกรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นเพราะรอคำวินิจฉัยของศาลสูงของสหรัฐอเมริกาเรื่องภาษีศุลกากรของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ว่าผิดกฎหมายหรือไม่ ภาวะเศรษฐกิจการค้าโลกจึงยังไม่ชัดเจน ส่วนปัจจัยลบ ด้านมาตรการการเข้มงวดการปล่อยคาร์บอนของประเทศคู่ค้า และ รถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกจากประเทศจีนเข้ามาแข่งขันในประเทศคู่ค้าความขัดแย้งระหว่างประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ รวมทั้งชายแดนประเทศไทย รวมถึง สงครามการค้า การขาดแคลนชิ้นส่วนจากความเข้มงวดส่งออกแร่หายาก
ส่วน ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศอยู่ที่ 5.5 แสนคัน เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปี 2568 จากปัจจัยบวก มีการเลือกตั้งได้รัฐบาลใหม่ตามระบอบประชาธิปไตย มีการลงทุนจากต่างประเทศโดยตรง (FDI) มากขึ้นจากผู้ได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท, รัฐบาลใหม่เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงฮันนีมูน ลดภาระค่าครองชีพประชาชนลง เพิ่มอำนาจซื้อประชาชน, ธนาคารแห่งประเทศไทยลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง, การขัดแย้งชายแดนกัมพูชาสงบลง เปิดชายแดนค้าขายได้ ส่วนปัจจัยลบคือ การตั้งรัฐบาลช้า การใช้จ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ไม่ทันใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569, อัตราการเกิดอยู่ในอัตราต่ำ จำนวนประชากรลดลง ส่งผลให้รายได้ที่เกี่ยวกับเด็กลดลง เช่น โรงเรียนอนุบาล และประถมศึกษา อาหาร ฯลฯ รวมถึง สถาบันการเงิน (ไฟแนนซ์) ยังคงระมัดระวังในการให้สินเชื่อจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงมากกว่า 80% ของ GDP ส่งผลกระทบต่อการขายรถยนต์





