นายฉัตวิทัย ตันตราภรณ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด (MG) เปิดเผยว่า การเติบโตของตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ของประเทศไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2564-2569) มีอัตราการเติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญ จากสัดส่วนรถยนต์พลังงานใหม่ในปี 2564 ที่อยู่ที่ 5.6% ของตลาดรถยนต์รวม เติบโตขึ้นเป็น 54.6% ของตลาดรถยนต์รวมในปี 2569 โดยกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุดคือรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% (BEV)
ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 บริษัทเชื่อว่ามาตรการกระตุ้นกำลังซื้อในภาพรวมเศรษฐกิจและมาตรการส่งเสริมต่าง ๆ จะส่งผลดีต่อตลาดรถยนต์ในประเทศไทยในปีนี้ ประกอบกับการเร่งกำลังการผลิตของบริษัทจากช่วงครึ่งปีแรกที่ได้รับผลกระทบจากการนำเข้าชิ้นส่วนสำคัญบางอย่างที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามการสู้รบในตะวันออกกลางในช่วงที่ผ่านมา ทำให้บริษัทจะสามารถจัดการยอดค้างส่งมอบ (Back Order) ที่มีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 40-45 วัน ในทุกรุ่นได้ทั้งหมดในระยะเวลาอันสั้น จึงส่งผลให้บริษัทได้ปรับเป้าหมายยอดขายในปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็น 36,000 คัน จากต้นปีตั้งเป้าไว้อยู่ที่ 30,000 คัน ขณะที่ ในช่วง 6 เดือน (มกราคม–มิถุนายน) บริษัทมียอดจดทะเบียนอยู่ที่ 16,920 คัน เติบโตขึ้น 67% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : MG ปรับเป้ายอดขายปี’69 เพิ่มเป็น 36,000 คัน หลังครึ่งปีแรกโต 67%
สำหรับ บริษัทมีแผนการปรับปรุงพัฒนาผู้แทนจำหน่ายและศูนย์บริการ (ดีลเลอร์) ที่จะปรับเปลี่ยนเป็นรูปแบบเดียวกันทั้งหมดภายในปี 2571 โดยปัจจุบันมีรูปแบบโชว์รูมทั้งหมด 4 รูปแบบ โดยเริ่มต้นตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป รวมถึงมีแผนการขยายโชว์รูมเพิ่มขึ้นเป็น 130 แห่ง ภายในปีนี้ จากปัจจุบันมีอยู่ที่ 126 แห่ง ซึ่งจะสามารถรองรับผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายของบริษัททั้งหมดและป้องกันความสับสนของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์
ขณะที่ บริษัทมีแผนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เหมาะสมมากยิ่งขึ้นด้วยการพิจารณาการนำเสนอออปชั่นที่เพียงพอต่อการใช้งานไม่มากเกินไปเพราะหลังจากมีการพิจารณาความต้องการของผู้บริโภคเทียบกับออปชั่นที่ถูกติดตั้งในรถยนต์ยุคปัจจุบันโดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้ามองเห็นถึงการใส่ออปชั่นที่เกินความจำเป็นต่อการใช้งานดังนั้นหลังจากนี้การนำเสนอออปชั่นฟังก์ชั่นที่พอดีเพียงพอต่อความต้องการเพื่อให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นในราคาที่เหมาะสม
นอกจากนั้น ยังสอดคล้องกับทิศทางของตลาดโลกที่ล่าสุด ข้อกำหนดของประเทศจีนออกมาตรการให้ระงับการใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในรถยนต์เป็นต้นทำให้เห็นถึงสัญญาณของการใส่ออปชั่นในรถยนต์ไฟฟ้าที่เกิดความจำเป็น
สำหรับ การแข่งขันของเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก มองว่าในอนาคตตลาดรถยนต์จะไม่ถูกแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดทั้งหมดไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า 100% แต่จะมีความผสมผสานกันระหว่าง รถยนต์สันดาปภายใน (ICE) กับ รถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) เสมอ เช่นเดียวกันกับในประเทศไทย
นายฉัตวิทัย กล่าวว่า บริษัทได้นำเสนอทางเลือกให้กับผู้บริโภคในกลุ่มพลังงานใหม่ทั้ง ไฮบริด (HEV) และ ไฟฟ้า (BEV) โดยมีแผนที่จะเปิดตัวรถยนต์รุ่นพิเศษ 1 รุ่น ภายในงาน BIG Motor Sale 2026 นี้อีก 1 รุ่น เพื่อกระตุ้นตลาดในกลุ่ม HEV
“เมื่อพิจารณาจากตัวเลขของอุตสาหกรรมยานยนต์แบ่งแยกตามเทคโนโลยีต้องยอมรับว่า รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนชนะในด้านยอดขายกลุ่มดังกล่าว ส่วน รถยนต์ไฮบริด (HEV) ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นยังครองตลาดในด้านยอดขายกลุ่มดังกล่าวได้อยู่ ดังนั้น MG จึงมองเห็นโอกาสในการขยายตลาดเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดในกลุ่ม HEV ที่เข้มข้นขึ้นหลังจากนี้”
อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ดำเนินการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยและเข้าร่วมมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าทั้ง 2 ระยะ ได้แก่ EV3.0 และ EV3.5 ซึ่งยืนยันวาจะสามารถผลิตชดเชยได้ครบตามเงื่อนไขภายในปี 2569 นี้ โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาบริษัทได้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับซัพพลายเชนจ์ในประเทศไทย ในรูปแบบของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกันรหว่างบริษัทแม่และบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วน เพื่อให้สามารถผลิตได้ตามมาตรฐานที่บริษัทต้องการ ซึ่งปัจจุบันบริษัทใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) ตรงตามเงื่อนไขที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กำหนด และมีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากขึ้นในอนาคต โดยต้องยอมรับว่าชิ้นส่วนสำคัญบางอย่างสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าอาจจะเป็นเรื่องยากที่จะผลิตในประเทศอาทิ มอเตอร์ขับเคลื่อน หรือ แบตเตอรี่แรงดันสูง เนื่องจากภายในประเทศไทยไม่มีวัตถุดิบต้นน้ำ
ผู้สื่อข่าวตั้งคำถามถึงข้อได้เปรียบ–เสียเปรียบในด้านการแข่งขันระหว่าง “รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ” กับ “รถยนต์ไฟฟ้านำเข้า” ซึ่งมีปัจจัยด้านอัตราภาษีและข้อเหลื่อมล้ำที่ส่งผลต่อการแข่งขันและผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย นายฉัตวิทัย กล่าวว่า เราคงไม่สามารถห้ามการแข่งขัน หรือห้ามกฎระเบียบที่รัฐกำหนดได้ ซึ่งเป็นโอกาสทางการแข่งขันในเชิงธุรกิจที่ทุกบริษัทสามารถตัดสินใจตามความเหมาะสมคุ้มค่าทางธุรกิจซึ่งมีข้อแตกต่างกันไปในแต่ละบริษัท แต่ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎกติกาเดียวกัน ซึ่ง MG มุ่งเน้นการผลิตและจำหน่ายเพื่อคนไทย หรือ “IN Thailand For Thailand” มาโดยตลอด ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้ลงทุนตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทย และมีบางส่วนที่บริษัทได้นำเข้ามาจำหน่าย อาทิ MG IM และ MAXUS โดยบางอย่างอาจมีข้อจำกัดในด้านอุตสาหกรรมจึงทำให้ไม่สามารถที่จะทำได้ทั้งหมด
อีกทั้ง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์–ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ยึดมั่นในการให้ความสำคัญด้านการผลิตในประเทศไทยและการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย โดยบริษัทสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาด้านการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศเพิ่มขึ้นตามกติกาเงื่อนไขซึ่งรัฐเป็นผู้กำหนด








