จากกระแสข่าวแนวคิดการผลักดันนโยบาย “รถเก่าแลกรถใหม่” ของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ได้มีการมอบหมายให้ ปลัดกระทรวงการคลัง และกรมสรรพสามิต จัดทำเงื่อนไขรายละเอียดของมาตรการ โดยถือว่านโยบายดังกล่าวเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญภายใต้ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านประเทศ (Transition) เพื่อช่วยเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว และลดปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM 2.5
ข้อมูลเบื้องต้นจะใช้เกณฑ์ในการพิจารณา 2 ข้อ ได้แก่ 1.ต้องเป็นรถยนต์ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) ต่ำ และ 2. จะต้องเป็นรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งทั้ง 2 ข้อจะสอดคล้องกับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตและส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศไทย ครอบคลุมทุกประเภทของรถยนต์ อาทิ รถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV), รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV), รถยนต์ไฮบริด (HEV) รวมถึงรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
ทั้งนี้ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดทำรูปแบบการดำเนินการ โดยเบื้องต้นจะให้เงินอุดหนุนผ่านผู้ประกอบการค่ายรถยนต์ แต่มีเงื่อนไขต้องนำเงินอุดหนุนดังกล่าวไปเป็นส่วนลดราคาให้ผู้ซื้อโดยตรง รวมทั้งรัฐบาลศึกษาตัวอย่างการบริหารจัดการของญี่ปุ่น โดยอาจพิจารณาแนวทางนำรถยนต์เก่าที่รับแลกในโครงการ ส่งออกไปประเทศปลายทางที่ต้องการใช้งานรถยนต์ประเภทดังกล่าว
นอกจากนั้น กระแสข่าวดังกล่าวยังระบุถึงการพิจารณางบประมาณการดำเนินงาน และการกำหนดอายุของรถยนต์เก่าที่จะเข้าเงื่อนไขโครงการ รวมถึงประเภทของรถอย่างกลุ่มรถกระบะที่จะเข้าโครงการด้วยหรือไม่ อีกทั้งการวางระบบบริหารจัดการซากรถยนต์เก่าที่รับแลกในโครงการ ซึ่งจะแบ่งการดำเนินงานเป็นหลายระยะนำร่องโครงการ 10,000 – 20,000 คัน ในรูปแบบการเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ์
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : “มาตรการรถเก่าแลกรถใหม่” กระตุ้นตลาดในไทย เป็นไปได้หรือไม่ ?
นายกฤษฎา อุตตโมทย์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า นโยบาย รถเก่าแลกรถใหม่ หากออกแบบอย่างรอบคอบ เชื่อมั่นว่าจะเป็นมากกว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเร่งการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไปสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) อย่างเป็นระบบ ทั้งในมิติของการลดมลพิษ ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน และการยกระดับขีดความสามารถของห่วงโซ่อุปทานสำหรับยานยนต์สมัยใหม่ที่ต้องใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของนโยบายไม่ได้ขึ้นอยู่กับแรงจูงใจทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้ความสำคัญกับการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม โดยเฉพาะรถยนต์เก่าที่มีอัตราการปล่อยมลพิษสูง และการออกแบบกลไกให้เกิดผลเชิงโครงสร้างที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนในประเทศ ไม่ใช่เพียงการเร่งยอดขายในระยะสั้นๆเท่านั้น
หนึ่งในมาตรการที่สำคัญที่สุดคือ การจัดการซากรถเก่า ควรต้องมีระบบที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้มั่นใจว่ารถที่ถูกนำออกจากระบบจะไม่กลับเข้าสู่การใช้งานอีก อันจะส่วนสำคัญเพื่อช่วยให้บรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง
นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทสนับสนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในทุกด้านที่ช่วยส่งเสริมภาพรวมเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยขอให้มีความชัดเจนในเงื่อนไขและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของนโยบายที่รัฐบาลกำหนด ซึ่งอาจจะต้องรอดูข้อสรุปสุดท้ายของนโยบายจึงจะสามารถเห็นเงื่อนไขรายละเอียดได้อย่างชัดเจน ซึ่งตอนนี้อาจจะเร็วไปที่แสดงความคิดเห็นในรายละเอียดของโครงการ
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า นโยบายดังกล่าวเคยมีการหยิบยกมานำเสนอเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 แล้วก่อนหน้านี้ ซึ่งในครั้งนี้ที่มีการหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งมีวัตถุประสงค์ในการลดการใช้พลังงานโดยเฉพาะน้ำมันเป็นหลัก ซึ่งอยากเน้นย้ำไปถึงรัฐบาลในการกำหนดเงื่อนไขให้เฉพาะรถที่มีการผลิตในประเทศเท่านั้น เพื่อส่งเสริมการจ้างงานและการใช้ชิ้นส่วนในประเทศซึ่งส่งผลดีต่อซัพพลายเชนจ์ของอุตสาหกรรมยานยนต์
นอกจากนั้น จากการพูดคุยกับผู้ประกอบการหลายรายต่างมีความเห็นว่านโยบายดังกล่าวควรครอบคลุมไปถึงรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) และ รถกระบะ (Pickup) เนื่องจากผู้บริโภคบางส่วนอาจจะยังไม่สะดวกในการใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% แม้ว่าแนวคิดการกำหนดชนิดพลังงานไฮบริดจะเป็นเรื่องที่ดีก็ตาม สำหรับรถกระบะมีบทบาทในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจซึ่งใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากกว่า 90% รวมถึงยังมีเทคโนโลยีการประหยัดเชื้อเพลิงที่พัฒนาขึ้นมาก




