slide 1
slide 1
Image Slide 2
Image Slide 2
previous arrowprevious arrow
next arrownext arrow
Homeสกู๊ปพิเศษรายงานพิเศษSLEEK EV ชี้จุดเปลี่ยนตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในไทย "ถ้าไม่โตก็ตาย"

SLEEK EV ชี้จุดเปลี่ยนตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในไทย “ถ้าไม่โตก็ตาย”

สลีค อีวี (SLEEK EV) ถือเป็นผู้ที่เอาจริงเอาจังรายหนึ่งของอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (EV Bike) ในประเทศไทย ในฐานะสตาร์ทอัพ ที่สามารถระดมทุนได้ในระดับ Series-A โดยมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่อย่าง OR, Krungsri Finnovate ทำให้ในวันนี้ถือเป็นแบรนด์สัญชาติไทยที่มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเองรวมถึงการพัฒนาที่เติบโตอย่างน่าสนใจ

Autolifethailand สัมภาษณ์พิเศษเบนกันตินันท์ ตันวีนุกูล กรรมการผู้จัดการบริหาร บริษัท สลีค อีวี จำกัด (SLEEK EV) ถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจของแบรนด์ที่มีความหลงไหลเป็นแรงผลักดัน (Passion) ด้วยความเชื่อที่ว่า รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสามารถตอบโจทย์การเดินทางหลักของคนไทยด้วยความประหยัดได้

จุดเริ่มต้นของเบนกันตินันท์ ตันวีนุกูล ในวงการรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2561 ตนได้เริ่มต้นในการเป็นพนักงานของบริษัทรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสัญชาติสิงคโปร์รายหนึ่ง ในเวลานั้นได้มีโอกาสศึกษาทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจทำทุกอย่างจนสามารถดำเนินธุรกิจได้ระยะหนึ่ง จากนั้นบริษัทดังกล่าวมีปัญหาด้านความโปร่งใสภายในของผู้บริหารบริษัทดังกล่าว ตนจึงถอยออกมาตั้งบริษัทเองในฐานะสตาร์ทอัพรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเต็มตัว

ในช่วงแรกที่ออกมาตั้งบริษัทเองเริ่มต้นจากการเป็นผู้แทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (ดีลเลอร์) ของแบรนด์สัญชาติจีน จนกระทั่งเข้าใจถึงความต้องการและปัญหาของผู้ใช้งานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในเวลานั้นที่ไม่สามารถเข้าถึงในวงกว้างได้เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงไฟแนนซ์ได้ จึงได้เริ่มแตกไลน์ธุรกิจให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยการนำเทคโนโลยีและแอปพลิเคชั่นเข้ามาร่วมพัฒนาการให้บริการ

จุดเปลี่ยนอีกครั้งสำหรับในช่วงระยะเวลาเพียงไม่นานคือการเข้าซื้อกิจการบริษัทรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสัญชาติสิงคโปร์ที่จนได้เข้าร่วมทำงานในตอนต้น จึงได้ขายพอร์ตไฟแนนซ์รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและปรับเปลี่ยนจากดีลเลอร์ สู่การเป็นแบรนด์รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าพร้อมเปลี่ยนชื่อและโลโก้เป็น SLEEK EV จนถึงปัจจุบันนี้

SLEEK EV

เข้าใจปัญหาความต้องการ เริ่มต้นพัฒนาปรับปรุงแก้ไข

ที่ผ่านมาบริษัทเคยประสบปัญหาการเรื่องคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่มีลูกค้าสะท้อนกลับมาถึงบริษัท ซึ่งคุณภาพของตัวรถไม่สามารถใช้งานได้จริงตามที่เคลมไว้ ดังนั้นจึงต้องปรับมุมคิดในการสร้างแบรนด์ต้องมีความแตกต่าง จึงได้เริ่มมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด

ปัจจุบันนี้ รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแข่งกันที่ราคาถูกแต่ก็ยังไม่สามารถแข่งขันได้กับรถจักรยานยนต์สันดาปภายใน ซึ่งแม้ว่าที่ผ่านมาตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจะมีอัตราเติบโตสูงแต่เมื่อเทียบเป็นปริมาณก็ยังมีเพียงแค่ 1% ของตลาดรวมรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งยังไม่สามารถทดแทนการใช้รถจักรยานยนต์ในชีวิตประจำวันได้จริง

ความท้าทายของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย

สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเมื่อเทียบกับรถยนต์ไฟฟ้า ในปัจจุบันทั้งสัดส่วนและมูลค่ามีความแตกต่างกันอย่างมาก ปัจจุบัน รถยนต์ไฟฟ้า มีปริมาณคิดเป็นสัดส่วนราว 10-20% ของตลาดรวม ซึ่งเกิดจากการสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวสินค้ารถยนต์ไฟฟ้า เมื่อเทียบกับรถยนต์สันดาปภายใน ได้มากกว่า โดยเกิดจากแม้ว่าราคาแบตเตอรี่จะมีสูง แต่การสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างอื่น อาทิ ระบบความบันเทิง ระบบความปลอดภัย เทคโนโลยี ให้ลูกค้าสามารถเห็นความคุ้มค่าได้เมื่อเปรียบเทียบ

ต่างจากรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ที่มีแบตเตอรี่ราคาสูงเช่นกัน แต่ไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มอื่น ๆ ให้เห็นความแตกต่างเมื่อเทียบกับรถจักรยานยนต์สันดาปภายใน ทำให้ปัจจุบันรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจึงไม่สามารถทดแทนรถจักรยานยนต์สันดาปภายในได้

ทั้งนี้ รวมถึงการกำหนดมาตรฐานด้านโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ การกำหนดมาตรฐานหัวชาร์จรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ยังไม่มีความชัดเจน จึงอาจส่งผลให้ไม่มีนักลงทุน เข้าลงทุนในเทคโนโลยีการชาร์จรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า

SLEEK EV

SLEEK EV ลุยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า

บริษัทมองเห็นถึงปัญหาดังกล่าวที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างการผลิตที่ไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้เท่ากับรถยนต์ไฟฟ้า ดังนั้นบริษัทจึงพยายามสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ของบริษัทม่กที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยได้พัฒนาการเชื่อมต่อระหว่างรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ากับ สมาร์ทวอช (Smart Watch) หรือ Gadget อื่น ๆ ให้สามารถควบคุมตัวรถได้

นอกจากนั้น การพัฒนาเรื่องโครงสร้างพื้นฐานถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าได้ ซึ่งในปี 2569 บริษัทมองว่าจะเป็นตัวพลิกตลาดสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยแผนการขยายจุดชาร์จ (S-Charge) เพิ่มเป็น 150 จุดทั่วประเทศ จากปัจจุบันมีจำนวน 17 แห่ง โดยใช้ฐานข้อมูลผู้ใช้งานของแบรนด์ในการขยายตุดชาร์จให้ครอบคลุม

ขณะที่ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานถือเป็นกลยุทธ์การกำหนดเกมพลังงานเพื่อให้สามารถต่อยอดการใช้งานในเส้นทางต่าง ๆ ของการเดินทางให้สามารถเทียบเท่ากับรถจักรยานยนต์สันดาปภายใน ในระยะยาว โดยในป 2569 บริษัทมีแพคเกจบุฟเฟ่ต์ 399 บาท/เดือน สามารถเติมไฟฟ้าได้ไม่อั้น หรือแพคเกจเติมเงินเพื่อสร้างความประหยัดให้กับผู้ใช้งานได้

SLEEK EV

จุดเปลี่ยนตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าปี 2568-2569 “ถ้าไม่โตก็ตาย

ที่ผ่านมานับตั้งแต่ปี 2561 ตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเติบโต 2 เท่ามาโดยตลอด จนกระทั่งในปี 2568 ตลาดอยู่ที่ ราว 30,000 คัน สะท้อนให้เห็นว่าการไม่เติบโตภายใต้มาตรการสนับสนุนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 18,000 บาท/คัน ที่จะสิ้นสุดในปีนี้ ตลาดยังทรงตัวไม่เติบโต และในปี 2569 มาตรการสนับสนุนจะลดลงเหลือ 10,000 บาท/คัน และหลังจากนั้นมาตรการสนับสนุนจะลดลงเรื่อย ๆ ส่งผลให้ราคารถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจะต้องเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งในช่วง 1-2 ปีนี้ ตลาดยังไม่โตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอาจจะตายได้

สำหรับมาตรการสนับสนุนด้วยเงินอุดหนุนเป็นมาตรการระยะสั้น แต่ในระยะยาวไม่มีอะไรที่ส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานและการผลิตในระยะยาวให้กับผู้ประกอบการ รัฐบาลควรมีมาตรการสนับสนุนระยะยาวรองรับในอนาคตเพื่อให้ตลาดยังสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

อนาคตของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าคือเทคโนโลยีชาร์จเร็ว

ส่วนตัวไม่เชื่อว่า Swap Battery จะเป็นเทคโนโลยีสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากมีข้อจำกัดหลายด้านทั้ง ราคาของแบตเตอรี่ รวมถึง เทคโนโลยีของแบตเตอรี่ อีกทั้งแบตเตอรี่ไม่ได้เป็นส่วนประกอบหลักของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เวลาที่ไฟแนนซ์ยึดรถจึงไม่สามารถใช้งานได้และเป็นส่วนหนึ่งในความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อไฟแนนซ์ที่มีต่อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ดังนั้นจึงเป็นรูปแบบของการให้เช่าเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนั้น ต้นทุนของแบตเตอรี่ 1 ลูกมีต้นทุนสูงเมื่อเปรียบเทียบราคาต้นทุนพลังงานต่อกิโลเมตรจึงอาจไม่มีความแตกต่างอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับรถจักรยานยนต์สันดาปภายใน

ดังนั้นเอง บริษัทจึงเชื่อว่า อนาคตของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าคือเทคโนโลยีชาร์จเร็ว รวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของจุดชาร์จลงทุนไม่มากและใช้ได้ในระยะยาวด้วยการลงทุนครั้งเดียว โดยปัจจุบันบริษัทได้พัฒนาแพลตฟอร์มเทคโนโลยีของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าให้สามารถวิ่งได้ 150 กม./ชาร์จ และปัจจุบันใช้ระยะเวลาชาร์จจาก 30% – 80% ในระยะเวลา 42 นาที

ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยีชาร์จเร็วยิ่งขึ้น จาก 30% – 80% ในระยะเวลา 15 นาที ซึ่งในอนาคตเราจะสามารถชาร์จ 15 นาที วิ่งได้ 100 กม. ซึ่งมองว่าเพียงพอต่อการใช้งาน โดยใช้หัวชาร์จแบบ Type 6 ที่แพร่หลายในอินเดีย และ ไต้หวัน

SLEEK EV

เป้าหมายทางธุรกิจของบริษัทในปี 2568 – 2569

ในปี 2568 บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 2,000 – 3,000 คัน แต่คาดว่าปีนี้จะปิดตัวเลขที่ 1,500 คัน จากตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในภาพรวมชะลอตัว รวมถึงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัทช้ากว่ากำหนด ประกอบกับปัจจัยหลักที่ยังเป็นปัญหาสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าคือ ไฟแนนซ์เข้มงวด โดยบริษัทปี 2568 ใช้เงินลงทุนราว 5 ล้านบาท ในการสร้างจุดชาร์จในปั้ม ปตท. 17 แห่ง

ในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายอยู่ที่ 5,000 คัน และมีแผนขยายจุดชาร์จเพิ่มเป็น 150 แห่ง ด้วยเงินลงทุน 45 ล้านบาท ในปั้ม ปตท. ครอบคลุมทั่วประเทศ รวมถึงบริษัทจะมีการปรับกลยุทธ์ด้านการดีไซน์ให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ดีขึ้น และการกำหนดผลิตภัณฑ์ที่สร้างความแตกต่างระหว่างกลุ่มลูกค้าทั่วไปกับกลุ่มลูกค้าองค์กร

ขณะเดียวกัน บริษัทมีแผนการเปิดตัวศูนย์บริการหลังการขายด้วยการลงทุนของบริษัทเอง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการบริการหลังการขาย เป็น 15-20 แห่ง ทั่วประเทศ จากปัจจุบันมีจำนวน 3 แห่ง กรุงเทพ, พัทยา และ นครราชสีมา ซึ่งแยกออกจากจุดจำหน่ายของผู้แทนจำหน่าย (ดีลเลอร์) ที่มีจำนวน 40-50 แห่งในปัจจุบัน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : SLEEK EV เผยปี’67 ธุรกิจโต 100% หวังขึ้นท็อป 3 ในปี’ 68 มุ่งส่งออก

นอกจากนั้น บริษัทจะพยายามพัฒนารถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ไม่ต้องเข้ารับบริการหลังการขายgพื่อลดข้อจำกัดด้านบริการหลังการขาย และพัฒนาการขายอะไหล่สิ้นเปลืองอย่าง น้ำมันเบรก หรือ ผ้าเบรก ที่ผู้บริโภคสามารถสั่งซื้อได้ทางvอนไลน์และนำไปเปลี่ยนเองได้

อีกทั้งบริษัทมีแผนการขยายโรงงาน เพื่อรองรับการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศในอนาคต และนอกเหนือจากจะประกอบรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแล้วนั้น ยังมีแผนที่จะประกอบ มอเตอร์ชุดขับเคลื่อน, ชุดควบคุมการทำงาน และ สมองกลการสั่งการ (ECU) ภายในประเทศ เพื่อควบคุมคุณภาพและการถ่ายทอดเทคโนโลยีในประเทศ รวมถึงการขยายปริมาณการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) ที่ปัจจุบันใช้ต่ำกว่า 20% ให้เพิ่มขึ้นในอนาคต เพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี เพื่อควบคุมราคาไม่ให้ได้รับผลกระทบจากมาตรการสนับสนุนทที่ลดลงในอนาคต และ รองรับแผนการส่งออกไปยัง มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และ เวียดนาม ซึ่งคาดว่าจะเริ่มส่งออกได้ในปี 2570

ด้านแผนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่บริษัทมีแผนการเปิดตัวรุ่นปรับโฉม 2 รุ่น และ รุ่นใหม่ในกลุ่มเริ่มต้น 1 รุ่น และ รุ่นใหม่ในกลุ่มเพอร์ฟอร์มานซ์ 1 รุ่น เพื่อรองรับการเข้าถึงในทุกกลุ่ม รวมถึงเปิดตัว ชุดตกแต่งพิเศษสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของแบรนด์เพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น

SLEEK EV

แผนระยะยาวของ SLEEK EV ในอนาคต

บริษัทตั้งเป้าว่าจะมียอดขายติด Top 3 ของตลาดรถจักรยานยนต์รวมทั้งหมดในประเทศไทย ที่มีปริมาณตลาดราว 1.5-1.8 ล้านคัน หรือบริษัทคาดว่าจะต้องมีส่วนแบ่งทางการตลาดราว 30% ภายในปี 2573 และในอนาคตหากสถาบันการเงิน (ไฟแนนซ์) ยังเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ตลาดและยอดขายไม่เติบโตสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า บริษัทมีแผนที่จะพัฒนาเทคโนโลยี FinTech หรือการปล่อยสินเชื่อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าด้วยตัวเองเหมือนที่บริษัทเคยทำธุรกิจในอดีตที่ผ่านมา

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมายอมรับว่าเรามีการปรับตัวและอาจจะไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้มาหลายครั้ง แต่จนถึงวันนี้บริษัทมองว่ามาถูกทางจากแผนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการขยายสถานีชาร์จเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ โดยการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจากถึงปัจจุบันเป็นไปตามประสบการณ์ที่บริษัทสั่งสมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

- Advertisement -spot_img
Mitsubishi Mega Deal
Mitsubishi Mega Deal
ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน แบล็ก เอดิชัน
ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน แบล็ก เอดิชัน
previous arrow
next arrow
- Advertisement -spot_img

Stay Connected

500,000FansLike
14,000FollowersFollow
203,000FollowersFollow
319FollowersFollow
114,000SubscribersSubscribe

Must Read

Related News