แหล่งข่าวจากอุตสาหกรรมยานยนต์ เปิดเผยกับ Autolifethailand ว่า ร่างข้อเสนอ 4 ข้อ ที่ 2 สมาคม ได้แก่ ยานยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) และ สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA) เตรียมเสนอต่อรัฐบาลและกรมสรรพสามิต มีวัตถุประสงค์ในการช่วยให้ประเทศสร้างรายได้เข้าประเทศได้ในหลากหลายมิติ ไม่ใช่เพียงเพียงการโฟกัสการตั้งโรงงานผลิตรถยนต์เพียงอย่างเดียว เนื่องจาก Economy of Scale ในประเทศไทย ไม่เพียงพอต่อการเป็นฐานการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศเพียงอย่างเดียว โดยทั้ง 4 ข้อดังกล่าวนี้ ถือเป็นความเห็นร่วมกันที่เกิดขึ้นจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ทุกสัญชาติที่เป็นสมาชิกสมาคมฯ ทั้ง 2
สำหรับรายละเอียดร่าง 4 ข้อที่สมาคมทั้ง 2 สมาคมได้ร่างขึ้นเพื่อนำเสนอถึงกรมสรรพสามิต เพื่อคิดคำนวนกำหนดโควตาการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าให้เสียอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าที่อัตรา 10% เช่นเดิม ให้มีดังนี้
- บริษัทที่มีฐานการผลิตในประเทศไทยอยู่แล้ว ให้นำตัวเลขการผลิตของปีล่าสุดมาคิดคำนวนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศและประเมินเป็นมูลค่าที่ใช้ต่อคันมาคิดคำนวนโควตาการนำเข้า
- บริษัทที่ใช้ฐานการผลิตในประเทศไทยอยู่แล้วและมีการส่งออก ให้นำตัวเลขการผลิตของปีล่าสุดมาคิดคำนวนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศและประเมินเป็นมูลค่าที่ใช้ต่อคันมาคิดคำนวนโควตาการนำเข้า
- บริษัทที่ซื้อชิ้นส่วนในประเทศไทยเพื่อส่งไปผลิตในฐานการผลิตของบริษัทในฐานการผลิตประเทศอื่น ๆ ให้นำตัวเลขมูลค่าการซื้อมาคิดคำนวนโควตาการนำเข้า
- บริษัทที่ลงทุนขยายกำลังการผลิต, ลงทุนศูนย์วิจัยและพัฒนา, ลงทุนศูนย์ทดสอบ และเม็ดเงินลงทุนของบริษัทในประเทศไทย มาคิดคำนวนโควตาการนำเข้า
สำหรับทั้ง 4 ข้อดังกล่าวนี้ถือเป็นความยืดหยุ่นให้กับผู้ประกอบการ ทุกบริษัท ทุกสัญชาติ และทุกเทคโนโลยี เพื่อสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยเพื่อให้ปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง
ทั้งนี้ ในที่ประชุม บริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนอย่าง บีวายดี (BYD) ได้เห็นด้วยกับข้อเสนอในการเสนอการกำหนดโควตาการนำเข้าตามสัดส่วนการลงทุนในประเทศ โดยคำนวณสิทธิการนำเข้าจากมูลค่า Local Value Contribution
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : 2 สมาคมรถยนต์ ยื่นหนังสือทบทวนขึ้นภาษี ‘รถยนต์ไฟฟ้า’ ขอปรับตัว 1 ปีแบบขั้นบันได
ขณะที่ ทั้ง 2 สมาคม มีข้อกังวลถึงประเด็นการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าจากต่างประเทศในอัตรา 30% นั้นถือว่าเป็นอัตราที่สูงมาก และจะส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทยอย่างรุนแรง โดยเฉพาะบริษัทผู้ผลิตที่รับจองรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าจากลูกค้าในอัตราภาษีสรรพสามิตเดิม และอยู่ระหว่างการขนส่ง (Vehicle in Transit) แต่เมื่อรถยนต์เดินทางมาถึงประเทศไทยหลังอัตราภาษีสรรพสามิตใหม่บังคับใช้จะส่งผลให้ต้นทุนเปลี่ยนไปอย่างแน่นอนและหากต้องมีการปรับราคาใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ
ดังนั้น ทางสมาคมฯ จึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาลให้มีการปรับอัตราภาษีสรรพสามิตใหม่สำหรับ รถยนต์ไฟฟ้า นำเข้าในแบบขั้นบันได และขอระยะเวลาปรับตัว 1 ปี เพื่อวางแผนการดำเนินธุรกิจ และ การวางแผนผลิต รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศตามนโนบายรัฐบาล เนื่องจากขั้นตอนการตั้งโรงงานต้องมีการวางแผน และใช้ระยะเวลาทำงานร่วมกับบริษัทแม่ ซึ่งเป็นขั้นตอนพื้นฐานของทุกบริษัทที่จะต้องไปเจรจาความคุ้มค่าการลงทุน, การเลือกรุ่นที่จะมาผลิต และการวางแผนอื่น ๆ
นอกจากนั้น ยังมีกลุ่ม “ผู้นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า” ทุกสัญชาติ ซึ่งประกอบไปด้วยบริษัทกว่า 20 บริษัท ได้ทำหนังสือโดยมีรายละเอียดลักษณะเดียวกันเพื่อส่งถึง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ภายในสัปดาห์นี้







