แหล่งข่าวจากวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ เปิดเผยกับ Autolifethailand ว่า ภายในสัปดาห์นี้สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) และ สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA) จะเข้ายื่นหนังสือทบทวนการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิต สำหรับการนำเข้า รถยนต์ไฟฟ้า ต่อรัฐบาลและกรมสรรพสามิต ตามที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะมีการนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในช่วงเดือนกันยายน 2569 โดยขอยืดระบะเวลาการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตเป็นขั้นบันไดในระยะเวลา 1 ปี
ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีกระแสข่าวระบุว่า กรมสรรพสามิต จะเสนอปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศในอัตรา 32% ต่อที่ประชุม ครม. แล้วจะให้มีผลบังคับใช้ อัตราภาษีสรรพสามิตใหม่ในทันทีในเดือน ตุลาคม 2569 ทันที นั่นหมายความว่าผู้ประกอบการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีน จะไม่มีเวลาในการดำเนินการเตรียมตัวแต่อย่างใด ซึ่งผิดขั้นตอนการประกาศปรับอัตราภาษีตามปกติ ที่ต้องมีระยะเวลาในการเตรียมตัวก่อน และในที่ผ่านมา ก็ไม่เคยเกิดขึ้นเหตุการณ์ การปรับโครงสร้างภาษีใหม่ในระยะเวลาเพียง 2 เดือนเท่านั้น
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘เอกนิติ’ เล็งออกมาตรการใหม่ลดภาษีรถยนต์ไฟฟ้าหนุนแข่งขันเป็นธรรม
อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 สมาคม มีข้อกังวลถึงประเด็นการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าจากต่างประเทศในอัตรา 30% นั้นถือว่าเป็นอัตราที่สํงมาก และจะส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทยอย่างรุนแรง โดยเฉพาะบริษัทผู้ผลิตที่รับจองรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าจากลูกค้าในอัตราภาษีสรรพสามิตเดิม และอยู่ระหว่างการขนส่ง (Vehicle in Transit) แต่เมื่อรถยนต์เดินทางมาถึงประเทศไทยหลังอัตราภาษีสรรพสามิตใหม่บังคับใช้จะส่งผลให้ต้นทุนเปลี่ยนไปอย่างแน่นอนและหากต้องมีการปรับราคาใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ
“ภาครัฐไม่ได้มีการเก็บข้อมูลของรถที่อยู่ระหว่างการขนส่งมีจำนวนเท่าไร และจะมีผลกระทบมากน้อยขนาดไหนจึงเป็นข้อกังวลของทุกฝ่าย หากลูกค้าไม่รับรถที่ราคาขยับขึ้น 30% หรือในราคาที่เพิ่มหลักแสนบาทต่อคัน ใครจะรับผิดชอบในเรื่องนี้”
ดังนั้น ทางสมาคมฯ จึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาลให้มีการปรับอัตราภาษีสรรพสามิตใหม่สำหรับ รถยนต์ไฟฟ้า นำเข้าในแบบขั้นบันได และขอระยะเวลาปรับตัว 1 ปี เพื่อวางแผนการดำเนินธุรกิจ และ การวางแผนผลิต รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศตามนโนบายรัฐบาล เนื่องจากขั้นตอนการตั้งโรงงานต้องมีการวางแผน และใช้ระยะเวลาทำงานร่วมกับบริษัทแม่ ซึ่งเป็นขั้นตอนพื้นฐานของทุกบริษัทที่จะต้องไปเจรจาความคุ้มค่าการลงทุน, การเลือกรุ่นที่จะมาผลิต และการวางแผนอื่น ๆ
แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังมีข้อเสนออีก 4 ข้อที่ได้ร่างขึ้น เพื่อนำเสนอถึงกรมสรรพสามิต เพื่อคิดคำนวนการกำหนดโควตาการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าให้เสียอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าที่อัตรา 10% เช่นเดิม ดังนี้
1.บริษัทที่มีฐานการผลิตในประเทศไทยอยู่แล้ว ให้นำตัวเลขการผลิตของปีล่าสุด มาคิดคำนวนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศและประเมินเป็นมูลค่าที่ใช้ต่อคันมาคิดคำนวนโควตาการนำเข้า
2.บริษัทที่ใช้ฐานการผลิตในประเทศไทยอยู่แล้วและมีการส่งออก ให้นำตัวเลขการผลิตของปีล่าสุดมาคิดคำนวนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศและประเมินเป็นมูลค่าที่ใช้ต่อคันมาคิดคำนวนโควตาการนำเข้า
3.บริษัทที่ซื้อชิ้นส่วนในประเทศไทยเพื่อส่งไปผลิตในฐานการผลิตของบริษัทในฐานการผลิตประเทศอื่น ๆ ให้นำตัวเลขมูลค่าการซื้อมาคิดคำนวนโควตาการนำเข้า
4.บริษัทที่ลงทุนขยายกำลังการผลิต, ลงทุนศูนย์วิจัยและพัฒนา, ลงทุนศูนย์ทดสอบ และเม็ดเงินลงทุนของบริษัทในประเทศไทย สามารถนำเงินลงทุนเหล่านั้น มาคิดคำนวนโควตาการนำเข้า
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ รถยนต์ไฟฟ้า ดันตลาดในไทยปี’69 โต แต่ยังนำเข้าเกินครึ่ง
สำหรับข้อเสนอทั้ง 4 ข้อเป็นการสร้างความยืดหยุ่นให้กับผู้ประกอบการทุกบริษัททุกสัญชาติและทุกเทคโนโลยีไม่ว่าจะเป็นค่ายญี่ปุ่นยุโรปและจีนที่มีโรงงานในประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์ในเรื่องนี้ร่วมกันเพื่อสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยเพื่อให้ปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง
“รัฐต้องสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในการผลิตรถยนต์ในเทคโนโลยีใหม่ ให้ควบคู่กับการรักษาผู้ผลิตรายเดิมในเทคโนโลยี ให้ผู้ผลิตทั้ง 2 ยุค เดินไปด้วยกันได้ ประเทศไทยต้องเป็นศูนย์กลาง (Hub) ทุกเทคโนโลยียานยนต์ ไม่ใช่เป็น Hub เฉพาะเทคโนโลยีใดเท่านั้น การผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ต้องให้เวลาค่ายรถยนต์หาซัพพลายเออร์ ที่มีความทันสมัยให้ ซัพพลายเออร์ รายเดิมพัฒนาตัวเองให้สามารถผลิตชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าได้ หาก ซัพพลายเออร์ไทยยังพัฒนาไม่ได้ ก็ไม่สามารถพัฒนาชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) ในเวลาอันสั้นได้ ซึ่งรัฐบาลต้องเข้าใจจุดนี้ด้วย”
นอกจากนั้น ยังมีกลุ่ม “ผู้นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า” ทุกสัญชาติ ซึ่งประกอบไปด้วยบริษัทกว่า 20 บริษัท ได้ทำหนังสือโดยมีรายละเอียดลักษณะเดียวกันเพื่อส่งถึง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ภายในสัปดาห์นี้








