ถ้าใครสังเกตความเคลื่อนไหวของแบรนด์ ฮอนด้า (Honda) ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2569 เป็นต้นมา ที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ระดับโลกจนกระทั่งมาถึงประเทศไทย โดยเฉพาะโลโก้ของแบรนด์ที่มีการปรับเปลี่ยนใหม่สะท้อนทิศทางการดำเนินธุรกิจของแบรนด์ในอนาคต
Autolifethailand ได้ร่วมสัมภาษณ์พิเศษ “โคจิ อิวานามิ” ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ถึงทิศทางการทำตลาดของแบรนด์ในปีนี้โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาด (Marketing) และการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ใหม่ (Branding) พร้อมการปรับเปลี่ยนโลโก้ H-Mark อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นการปรับครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปี (นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000) ที่ใช้โลโก้ตัว H-Mark สีแดงที่เราคุ้นเคยกันมานาน
นับตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4/2569 เป็นต้นไป บริษัทจะมีการปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์องค์กร (CI) รูปแบบใหม่ ด้วยการปรับปรุงโชว์รูมรูปแบบใหม่พร้อมการเปลี่ยนโลโก้ H-Mark ที่โชว์รูม ซึ่งมีจำนวนกว่า 240 แห่ง ทั่วประเทศ โดยภายในปีนี้คาดว่าจะทยอยปรับเปลี่ยนได้ราว 10 โชว์รูมทั่วประเทศ แต่จะหลังจากนี้จะทยอยปรับเปลี่ยนทั้งหมดในอนาคต ภายใต้แนวคิด “Wow & Stress-Free” เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภค
“ตั้งแต่จากนี้ ฮอนด้า จะมีการปรับการวิธีการสื่อสารของแบรนด์ รวมถึง Mood&Tone เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคยุคใหม่”
นอกจากนั้น สิ่งที่บริษัทโฟกัสไม่เพียงแค่เฉพาะการขายเพียงอย่างเดียวแต่เป็นการบริการหลังการขายและการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคซึ่งถือเป็นจุดแข็งของแบรนด์ที่มีมาอย่างยาวนาน
การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ที่จะเกิดขึ้นกับแบรนด์ Honda มีดังนี้
- ภาพลักษณ์โชว์รูมใหม่
- โลโก้ H-Mark ใหม่
- กลยุทธ์การสื่อสารใหม่
- นวัตกรรมใหม่
ขณะที่ หลังจากนี้ ฮอนด้า จะยุติการทำตลาดของชุดแต่ง Modulo ตามตลาดโลก โดยปรับเปลี่ยนมาเป็นแบรนด์ HRC (Honda Racing Corporation) ซึ่งเป็นแบรนด์ชุดแต่งใหม่ของ Honda Global โดยได้เปิดตัวชุดแต่งใหม่ดังกล่าวเป็นครั้งแรกในรุ่น ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : Honda City Minorchange 2026 (Sedan/Hatchback) ราคาอย่างเป็นทางการ : 569,000 – 749,000 บาท | TURBO / e:HEV
สำหรับ การเปิดตัว ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ถือเป็นการกระตุ้นยอดขายของบริษัท โดยตั้งเป้ายอดขายไว้อยู่ที่ 40,000 คัน ภายใน 1 ปีจากนี้ หรืออยู่ราว 3,200 คัน ด้วยการนำเสนอในการสร้างคุณค่าใหม่ให้กับผู้บริโภค รวมถึงการตั้งราคาที่ถูกต้อง พร้อมการนำเสนอออปชั่นและเทคโนโลยีที่แข่งขันได้
อีกทั้ง บริษัทได้ใช้กลยุทธ์ทางการตลาดในครั้งนี้คือ Music Marketing โดยได้ดึง “มิลลิ” แรปเปอร์สาวมากความสามารถมาเป็นพรีเซนเตอร์ ซึ่งช่วยสะท้อนเอเนอร์จี้ของคนรุ่นใหม่ และเชื่อมโยง Honda City เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย Gen Z ได้มากขึ้น
โคจิ กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทยอมรับว่าโดนผู้เล่นในตลาดเดียวกันแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดของตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็ก (B-Segment) ไป ซึ่งในตลาดดังกล่าวมีทางเลือกของเทคโนโลยีที่หลากหลายทั้ง รถยนต์ไฟฟ้า (BEV), รถยนต์ไฮบริด (HEV) และ รถยนต์สันดาปภายใน (ICE) จากแบรนด์คู่แข่งสัญชาติญี่ปุ่นและจีน
นอกจากนั้น เครือข่ายผู้แทนจำหน่ายและศูนย์บริการถือเป็นจุดแข็งที่บริษัทสามารถแข่งขันได้ในตลาด รวมถึงบริษัทเชื่อมั่นว่า เทคโนโลยีไฮบริด เป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในทุกกลุ่ม โดยเฉพาะเจนเนอเรชั่นใหม่ของเทคโนโลยีไฮบริดของฮอนด้าที่สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้นทำให้บริษัทสามารถมีศักยภาพทางการแข่งขันด้านราคาได้ดี
ในปี 2569 นี้ บริษัทมีแผนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อีกอย่างน้อย 2 รุ่น ตามแผนที่เคยประกาศไว้ รวมถึงอาจจะมีเซอร์ไพรส์สร้างสีสันให้กับตลาดเพิ่มเติม ซึ่งในระดับโลกมีการควบคุมต้นทุนการดำเนินงานในหลายด้าน หนึ่งในนั้นคือการปรับลดการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า (BEV) มามุ่งพัฒนารถยนต์ไฮบริด (HEV) โดยจะทำให้มีโมเดลใหม่ในกลุ่มไฮบริดมากขึ้นหลังจากนี้อีกมาก พร้อมกันนั้นเทคโนโลยีใหม่ที่จะถูกนำเสนอในรถยนต์รุ่นใหม่จะทำให้รถยนต์ของฮอนด้าเป็นสมาร์ทคาร์มากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดการณ์ภาพรวมตลาดรถยนต์ในปี 2569 ไว้อยู่ที่ 6.6 แสนคัน เติบโตขึ้นจากปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์นั่งที่มีแนวโน้มการเติบโตได้ดี ส่วนรถกระบะจะยังคงมีทิศทางที่ลดลงจากสถานการณ์เศรษฐกิจและความเข้มงวดของสถาบันการเงิน (ไฟแนนซ์) เช่นเดิม
ส่วน ยอดขายของ ฮอนด้า 6 เดือน (มกราคม–มิถุนายน) ของปี 2569 อยู่ที่ 31,200 คัน เติบโตลดลงราว 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา จากการเข้าสู่ปลายผลิตภัณฑ์ของ ฮอนด้า ซิตี้ และเริ่มทยอย Run Out ของผลิตภัณฑ์
“ฮอนด้า มองว่าประเทศไทยยังเป็นตลาดที่สำคัญและมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี ดังนั้นยืนยันว่าฮอนด้าจะไม่มีทางย้ายฐานการผลิตและการจำหน่ายออกจากประเทศไทยอย่างแน่นอน เพราะถ้าหากไม่สามารถทำตลาดที่ประเทศไทยก็ไม่สามารถทำตลาดประเทศอื่นได้เช่นกัน”







