Goodyear Driving Experience 2026 จัดขึ้นครั้งแรกในรอบหลายปี หลังจากที่ต้องยอมรับว่าแบรนด์ยางระดับโลกที่มีอายุกว่า 125 ปี เงียบหายในทางการทำกิจกรรมทางการตลาดไปในประเทศไทย แต่การจัดงานเพื่อให้ได้ ผู้แทนจำหน่าย (ดีลเลอร์), พันธมิตรทางธุรกิจ และ สื่อมวลชน ได้สัมผัสผลิตภัณฑ์ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีทางการตลาดและทางธุรกิจที่กลับมามีความเคลื่อนไหวอีกครั้ง
สำหรับงานในครั้งนี้ Autolifethailand จัดขึ้นที่สนาม 8 Speed เขาใหญ่ โดยเซ็ตสเตชั่นการขับขี่เพื่อให้ได้ทดสอบยางรถยนต์ Goodyear 3 รุ่น สำหรับรถยนต์ 3 สไตล์ได้แก่
- Eagle F1 Asymmetric 6
- Wrangler Duratrac RT
- Assurance Maxguard SUV
เริ่มต้นที่ Eagle F1 Asymmetric 6 ยางรถยนต์สมรรถนะสูงที่มาพร้อมเทคโนโลยีซึ่งได้รับการพัฒนาจากสนามแข่งด้วยคุณสมบัติและ 4 เทคโนโลยีเด่นคือ Wet Braking Pro Technology มีส่วนผสมพิเศษของดอกยางเพิ่มพื้นที่สัมผัสในการยึดเกาะถนน, Dry Contact Plus Technology พื้นที่หน้ายางมีความยืดหยุ่นสามารถปรับผิวสัมผัสตามการขับขี่และสภาพผิวถนน, Quiet Performance Technology มีการออกแบบร่องดอกยางให้แคบลงและลดเหลี่ยมมุมเพื่อช่วยลดเสียงรบกวนที่เกิดขึ้นบนหน้ายาง และ Duraguard Technology โครงสร้างผ้าใบ 2 ชั้น ทำจากวัสดุที่มีความแข็งแรงด้วยลวดเข็มขัดรัดหน้ายางที่มีค่าความแข็งแรงสูง
รูปแบบของการลองขับของยางรุ่นนี้ถูกเซ็ตสเตชั่นไว้หลากหลายรูปแบบเพื่อรีดสมรรถนะยาง พร้อมการนำยางไปติดตั้งไว้กับ Honda Accord e:HEV RS เริ่มต้นตีธงออกตัวจากจุดสตาร์ทเป็นสเตชั่นทดสอบความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. บนสภาพถนนแห้ง จุดนี้เราลองกระแทกคันแร่งออกตัวโดยด้วยแรงบิดที่สูงอาจจะทำให้มีการฟรีทิ้งของล้อขณะออกตัวแต่ “ไม่พบอาการ” นั้น อีกทั้งยังพยายามลองสังเกตุฟังเสียงยางที่บดกับพื้นสนามซึ่งสิ่งที่พบก็คือ “ความเงียบ” ทั้งที่วิ่งด้วยความเร็วบนทางตรง
ต่อเนื่องเข้าสู่สเตชั่นเปลี่ยนเลนกระทันหัน (Lane Change) แบบต่อเนื่องคือ หักหลบและหักคืนเพื่อกลับสู่ทิศทางที่จะไปต่อ ซึ่งสมรรถนะของยางรุ่นนี้แสดงให้รู้สึกถึงความมั่นใจในสถานการณ์จำลองนี้ว่าถ้าหากเราต้องหักหลบอะไรที่หล่นอยู่บนถนนสักอย่างและต้องหักหลบรถที่เรากำลังจะไปชนเพื่อกลับเข้าสู่ช่องทางที่เราวิ่งอยู่ ยางในรุ่นนี้ก็ทำให้ตัวรถยึดเกาะถนนพาไปในทิศทางที่ต้องการจะไปได้แบบไม่เสียอาการ
จากนั้นสู่สเตชั่นขับขี่แบบสลาลมที่ความเร็วประมาน 50 กม./ชม. จุดนี้แสดงให้เห็นการยึดเกาะถนนที่ดีและการถ่ายเทน้ำหนักแสดงให้เห็นถึงความแข็งแรงของโครงสร้างยางที่ ไม่แสดงอาการ Understeer ไม่มีอาการหน้าดื้อโค้งและไม่มีเสียงเอี๊ยดอ๊าดออกมาให้เห็น คอนเฟิร์มด้วยทางโค้งกว้างพอให้ทำความเร็วและโค้งแคบต่อเนื่องซึ่งตรงนี้ยังคงอยู่ในสภาวะแห้งอยู่ก็สามารถควบคุมตัวรถได้ดี
ต่อมาตัดสลับจากโค้งแห้ง สู่โค้งเปียกแคบ! และโค้งต่อเนื่อง! ซึ่งยังไม่พอ! เรายังทำการแกล้งยางแกล้งตัวรถด้วยการเติมความเร็วให้ล้นอีกนิด เพื่อหวังว่าจะเห็นอาการของยางและตัวรถที่อาจจะเลี้ยวไม่เข้า รถลื่นไถลเสียการควบคุม แต่อาการนั้นก็ไม่แสดงออกมาให้เห็น แปลว่าความสามารถในการรีดน้ำของยางรุ่นนี้และหน้าสัมผัสของยางกับพื้นสนามสามารถควบคุมรถได้ดีเลยทีเดียว
และด้วยยางเปียก ๆ นั่นแหละ เข้าสู่สเตชั่นเบรกฉุกเฉินที่ความเร็วประมาน 40-50 กม./ชม. ก่อนที่จะกดเบรกเต็มแรงจนความเร็วจนถึงจุดหยุดนิ่ง ตรงนี้ผลที่ออกมาคือตัวรถนิ่งและอยู่ในทิศทางตรงไม่มีหน้าแถ หรือท้ายออก บนความเร็วนี้ ปิดท้ายการลองขับกับยางรุ่นนี้ด้วยสเตชั่นเนินสลับคือ เหมือนเราขับผ่านเนินชะลอความเร็วในหมู่บ้านแบบต่อเนื่อง 10 เนิน ซึ่งโดยปกติต้องมีอาการสะท้านขึ้นมาให้เห็นบ้างล่ะแต่ยางรุ่นนี้รูดข้ามผ่านไปได้อย่างนิ่งและไม่แสดงอาการสะท้านจากพื้นขึ้นมาถึงตัวรถและพวงมาลัย ส่วนอาการที่มีโดยปกติคือการสั่นสะเทือนของช่วงล่างและโช๊คยุบตัว
สรุป : ยาง Eagle F1 Asymmetric 6 ของ กู๊ดเยียร์ ถือเป็นยางรุ่นท็อปที่มีเทคโนโลยีที่ใส่มาแน่น รวมถึงการรองรับการใช้งานของรถยนต์ไฟฟ้า (EV Ready) ได้อีกด้วย โดยไม่ว่าจะเป็นรถในกลุ่มพรีเมี่ยม, รถสปอร์ต ไม่ว่าจะเป็นขุมพลังเครื่องยนต์ใดที่ต้องการสมรรถนะในการขับขี่สูง ยางรุ่นนี้น่าจะตอบโจทย์ความต้องการได้ดี
เปลี่ยนฟีลลิ่งจากสนามไปสู่ป่าบ้างเพื่อลองขับ Ford Ranger Raptor ที่ติดตั้งยาง Wrangler Duratrac RT ยางอเนกประสงค์สำหรับสายลุย คือ หลัก ๆ คือไว้ลุย แต่ก็สามารถใช้งานได้บนถนนในชีวิตประจำวัน สเตชั่นในการทดสอบก็เป็นการลุยแบบเล็ก ๆ อาจจะไม่ได้ลุยหนักโหดแบบป่าธรรมชาติเหมือนที่เราเคยเอายางรุ่นนี้ไปลองมา แต่ก็พอได้สัมผัสความรู้สึกของยางได้
เริ่มต้นการลัดเลาะเข้าป่าบริเวณรอบสนาม เส้นทางเป็นดินมีอุปสรรคทางขึ้น–ทางลง ความชันไม่มาก ซึ่งยางในรุ่นนี้ได้สะท้อนออกมาถึงความสามารถในการใช้งานแบบออฟโรดด้วยดอกยางที่มีขนาดเหมาะสม สามารถลุยดิน และ หินกรวด รวมถึงสามารถตะกุยบนพื้นผิวขรุขระได้ดี ซึ่งถ้าสังเกตุด้วยสายตาบริเวณไหล่ยางค่อนมาทางแก้มยางจะมีดอกยางพิเศษเพิ่มขึ้นมาซึ่งตรงจุดนี้ถือเป็นเอกลักษณ์นี่น่าสนใจ
เพราะดอกยางในส่วนนี้ทำให้เพิ่มความอเนกประสงค์ของยางได้ดี กล่าวคือ เป็นส่วนที่ช่วยเพิ่มแรงตะกุยเวลาอยู่ในสภาวะของออฟโรด และเป็นส่วนที่ไม่สัมผัสกับพื้นถนน ทำให้ไม่เพื่มเสียงเวลายางบดไปกับพื้นถนน เพราะหลังจากที่เราออกมาจากเส้นทางที่ลองขับก็ได้มีการนำรถออกมาสลัดดินออกบน ถนนดำ (ถนนราดยาง ปกติ) เมื่อสลัดดินออกจากยางหมดตอนวิ่งกลับมาที่สังเกตุได้อย่างนึงคือ เสียงของยางในกลุ่มนี้ที่ปกติจะต้องมีเสียง หวืด ๆ แต่ยางรุ่นนี้ของ กู๊ดเยียร์ กลับเงียบใช้ได้ เมื่อเทียบกับยางในกลุ่มเดียวกัน
สรุป : ยาง Wrangler Duratrac RT ของ กู๊ดเยียร์ น่าจะถูกใจสำหรับสายตกแต่งรถทั้งหลายที่ปัจจุบันนี้ก็มีรถทรงกล่องออกมาในตลาดเพียบ หรือแม้กระทั่งรถกระบะสายลุย ที่มีความต้องการตกแต่งให้ตัวรถมีความเท่ด้วยลายดอกยางดูดุดัน แต่อาจจะไม่ค่อยมีเวลาใช้งานแบบออฟโรดเท่าไรส่วนใหญ่จะใช้ขับขี่ในเมืองมากกว่า ซึ่งเมื่อต้องการจะใช้รถเอาไปลุยยางรุ่นนี้ก็สามารถตอบโจทย์ในเส้นทางที่มีความท้าทายมากขึ้น
ปิดท้ายที่ ลองขับในยางรุ่น Assurance Maxguard SUV ยางสำหรับรถยนต์อเนกประสงค์ (SUV) ซึ่งรองรับการใช้งานสำหรับรถยนต์ทุกขุมพลังและรองรับการใช้งานของรถยนต์ไฟฟ้า (EV Ready) ด้วยเช่นกันโดยเราได้ทดสอบกันบนถนนจริงในระยะทางไม่ไกลมากพอให้ได้สัมผัสความรู้สึกแต่ต้องบอกตามตรงแบบไม่อ้อมค้อมคืออาจจะไม่ได้รับรู้ความรู้สึกที่ชัดเจนเท่าไรนักเพราะเป็นลักษระการใช้งานในชีวิตประจำวันซึ่งหมายถึงอาจจะต้องใช้งานจริงๆด้วยรถที่เราคุ้นเคยเปรียบเทียบก่อนเปลี่ยนกับหลังเปลี่ยนแบบวิ่งยาวๆ
แต่การลองในครั้งนี้แม้ว่าจะมีการลองเปรียบเทียบด้วยรถรุ่นเดียวกัน ใส่ยางคู่แข่ง เทียบกับ ใส่ยางกู๊ดเยียร์ ในรุ่นนี้ ซึ่งแทบจะไม่รู้สึก โดยเราลองแบบจับผิดแล้วเห็นข้อแตกต่างเพียงเล็กน้อยหรืออาจจะแทบไม่แตกต่างจาก ปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ทั้งเสียงและสภาพแวดล้อมบนท้องถนน โดยเอาเป็นว่า ข้อดีที่ กู๊ดเยียร์ เคลมไว้สำหรับยางรุ่นนี้คือ “แข็งแรง–ยึดเกาะถนนดี–ใช้งานได้นาน”
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : สัมผัสยาง 2 รุ่นต่างสไตล์ กลุ่มกระบะ-พีพีวี ในงาน Goodyear Track Day
นั่นคือ มีเทคโนโลยีโครงสร้างยางที่แข็งแกร่ง มีเนื้อยางที่มีส่วนผสมของซิลิกาคอมปาวด์มีความยืดหยุ่นสูงยึดเกาะถนนดีทั้งแห้งและเปียก พร้อมทั้งมีระยะเบรกที่สั้นกว่าเมื่อเทียบกับคู่แข่ง และที่สำคัญคือมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า 45% เมื่อเทียบกับคู่แข่ง โดยยังเคลมไว้ว่าสามารถใช้งานได้ถึง 118,000 กิโลเมตร โดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพ
สรุป : ยาง Assurance Maxguard SUV ของ กู๊ดเยียร์ ออกแบบมาเจาะกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์มาโดยเฉพาะและถึงวันนี้ที่รถยนต์อเนกประสงค์ที่ใช้พลังงานเป็นไฟฟ้า 100% ที่มีแรงบิดสูง และน้ำหนักตัวรถเยอะ ยางรุ่นนี้ก็ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับการใช้งาน แต่ที่เป็นจุดเด่นเลยคือใช้งานได้นานโดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพจุดนี้คือความคุ้มค่าสำหรับผู้ใช้งาน
การลองขับในครั้งนี้ต้องถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีของแบรนด์ Goodyear ในประเทศไทย ที่เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่และมาพร้อมเทคโนโลยียางที่สามารถแข่งขันได้กับคู่แข่งในตลาด แม้ว่าการจัดอันดับ Tier จะถูกแบ่งตามปริมาณยอดขาย ทำให้ กู๊ดเยียร์ อาจจะถูกจัดอันดับที่ไม่โดดเด่นนัก แต่ในทางเทคโนโลยี กู๊ดเยียร์ เป็นแบรนด์ยางรถยนต์ในระดับโลก สัญชาติอเมริกา ที่ดำเนินงานมานานกว่า 125 ปี มีประสบการณ์และการพัฒนาทางเทคโนโลยีมาอย่างยาวนาน
นอกจากนั้น กลยุทธ์ด้านราคาและบริการหลังการขายของ กู๊ดเยียร์ ในประเทศไทยในวันนี้ที่มีการกำหนดราคาให้สามารถแข่งขันได้ดียิ่งขึ้นโดยเทคโนโลยีในยางทุกรุ่นสามารถแข่งขันได้กับคู่แข่งในตลาดแต่มีราคาที่ต่ำกว่า 5-10% พร้อม Goodyear Worry Free Assurance การบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง นาน 1 ปี, การรับประกันความพึงพอใจนาน 14 วัน, การรับประกันคุณภาพสินค้านาน 5 ปี และการรับประกัน บาด บวม แตกเปลี่ยนฟรี ภายใน 1 ปี
สิ่งที่ยากของ กู๊ดเยียร์ ในวันนี้ไม่ใช่การพัฒนาเทคโนโลยี แต่ เป็นการทำอย่างไรให้คนได้ลองสัมผัสกับเทคโนโลยีที่ กู๊ดเยียร์ มี ดังนั้นถือเป็นโจทย์สำคัญของ กู๊ดเยียร์ ที่มีเทคโนโลยีที่สามารถแข่งขันได้ที่เหลือต้องทำการบ้านด้านการตลาดให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้นซึ่งวันนี้สัญญาณนั้นเริ่มชัดเจนขึ้นแล้ว ส่วนในมุมผู้ใช้งานก็ลองเปิดใจให้กับยางแบรนด์นี้ดูบ้างแล้วกัน

















