การกีฬาแห่งประเทศไทย ร่วมกับ ทู วีลส์ มอเตอร์ เรซซิ่ง ประเทศมาเลเซีย แถลงข่าวการจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบรายการ “Asia Road Racing Championship (ARRC) ฤดูกาล 2026” ซึ่งจัดต่อเนื่องในประเทศไทยเป็นปีที่ 12
ทั้งนี้ ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพ 2 สนามสำคัญ ได้แก่ สนามที่ 2 ระหว่างวันที่ 8 – 10 พฤษภาคม และสนามสุดท้ายของฤดูกาล (Season Finale) พร้อมพิธีฉลองแชมป์ประจำปีในวันที่ 4 – 6 ธันวาคม 2569 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์
นอกจากนี้ ภายในงานได้มีการเปิดตัวนักแข่งไทยที่เตรียมลงล่าแชมป์ในฤดูกาลนี้โดยมี “ชิพ” นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ ในรุ่นใหญ่ ASB1000, “ตี” อนุภาพ ซามูล รวมถึง “มิกซ์” ธนัช ละอองปลิว และ “ไฮเปค” กฤษฎา ธนโชติ ในรุ่น SS600 ขณะที่ “ไอเดีย” กฤตภัทร เขื่อนคำ และ “เฟอร์” ปัญจรุจน์ จิตวิรุฬห์ฉัตร ลงแข่งขันเต็มฤดูกาลในรุ่น AP250 และยังมี “กัส” ธีรไนย ทับทิม ที่ได้สิทธิ์ไวลด์การ์ดลงแข่งในรุ่น AP250 ในสนามประเทศไทย
นางโปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย(กกท.) กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับโลกและระดับทวีป โดยความสำเร็จของ ThaiGP ที่ผ่านมาเป็นเครื่องยืนยันศักยภาพของประเทศในทุกด้าน กกท. มองว่า Asia Road Racing เป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น Motorsport Hub ของเอเชียอย่างแท้จริง ผ่าน 3 มิติหลัก ได้แก่ การพัฒนานักแข่ง พัฒนาอุตสาหกรรมกีฬาทั้งระบบ และยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศ รวมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านอีเวนท์กีฬาระดับสากลและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
รอน ฮอค (Ron Hogg) ประธาน ทู วีลส์ มอเตอร์ เรซซิ่ง เจ้าของลิขสิทธิ์การแข่งขัน กล่าวว่า สำหรับฤดูกาล 2026 ได้มีการเปลี่ยนกติกาใหม่ ภายใต้แนวคิด “Level Playing Field” (ความเท่าเทียมในการแข่งขัน) หลังจาก ARRC เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านจำนวนทีมแข่งจากนานาชาติและความเข้มข้นของนักบิด จึงปรับสมดุลกติกา เพื่อควบคุมให้สมรรถนะของรถมีความใกล้เคียงกัน และลดช่องว่างระหว่างทีมในแง่ของงบประมาณ เพื่อให้ผลการแข่งขันถูกตัดสินด้วยฝีมือของนักแข่ง แท็กติกในสนาม และการทำงานของทีม มากกว่าความได้เปรียบด้านเทคนิค แฟนมอเตอร์สปอร์ตจะได้เห็นการแข่งขันที่สูสีและคาดเดายากมากขึ้น มีการชิงจังหวะ สู้กันแบบล้อต่อล้อ ชนิดหายใจรดต้นคอและแลกกันในทุกโค้ง พร้อมเปิดโอกาสให้ทีมโรงงานและทีมอิสระสามารถแข่งขันกันได้อย่างเท่าเทียมในระดับสูงสุด ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะพิสูจน์ศักยภาพของนักบิดในฐานะดาวรุ่งระดับโลก และผลักดันให้ ARRC เติบโตเป็นแพลตฟอร์มการแข่งขันที่ดุเดือดที่สุดในภูมิภาคเอเชีย
นายโรจนสิทธิ์ มีนิจสิน ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายกีฬา บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)โดยน้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง กล่าวถึงความพิเศษในปีนี้ว่า สำหรับกิจกรรมในปีนี้ ได้ยกระดับกิจกรรมเพิ่มความพิเศษมากขึ้น เพื่อแฟนมอเตอร์สปอร์ตโดยเฉพาะ ในแคมเปญ “Chang International Circuit Friend Plus” ด้วยการสะสมคะแนนจากการเข้าชมการแข่งขันที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ครอบคลุมหลายรายการตลอดปี เพื่อแลกรับสิทธิพิเศษและลุ้นรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟในศึก MotoGP 2027 โดยรางวัลสูงสุดประกอบด้วยบัตร VIP Lounge โค้ง 12 โค้งตัดสินแชมป์, บัตร Paddock Pass และ PIT Lane Walk รวมถึงประสบการณ์ Meet & Greet กับนักแข่งระดับโลกแบบใกล้ชิด ซึ่งถือเป็นโอกาสพิเศษที่เงินหาซื้อไม่ได้ ทั้งนี้ แฟนความเร็วสามารถเริ่มสะสมคะแนนได้ตั้งแต่การแข่งขันสนามที่ 2 ระหว่างวันที่ 8 – 10 พฤษภาคมนี้ พร้อมสนุกกับกิจกรรมพิเศษภายในสนามตลอดทั้งสุดสัปดาห์แข่งขัน
ด้านนายโชติชนก ชิดชอบ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมต่างประเทศ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต กล่าวถึง ความสำเร็จของ ThaiGP ที่ผ่านมาไม่ใช่เพียงตัวเลขผู้ชมที่ทำลายสถิติ ยังสร้างไวรัลรถตุ๊กตุ๊กไปทั่วโลก สะท้อนชัดว่ามอเตอร์สปอร์ตไทยกำลังเติบโตอย่างมีคุณภาพทั้งระบบ โดยมีจุดแข็งเรื่อง “กิจกรรมเสริม” ที่ได้รับคำชื่นชมจากสื่อต่างชาติ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้มอเตอร์สปอร์ตเป็นมากกว่าการแข่งขัน พร้อมชี้ว่าการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ARRC ถึง 2 สนาม ภายใต้คอนเซ็ปต์ “One Asia One Champion” จะยกระดับการแข่งขันให้เป็นเวทีที่รวม “ที่สุดของนักแข่งเอเชีย” ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว แข่งขันกันภายใต้มาตรฐานเดียวกัน เพื่อค้นหา “แชมป์ที่ดีที่สุดของทั้งทวีป” การที่มีนักแข่งไทยลงแข่งขันจำนวนมาก ไม่ได้เป็นเพียงการลงแข่งขันเพื่อเก็บประสบการณ์อีกต่อไป แต่นักแข่งไทย “เข้ามากำหนดทิศทางของการแข่งขัน” และเป็นตัวแปรสำคัญในการลุ้นแชมป์ สะท้อนศักยภาพของไทยที่เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญบนเวทีระดับนานาชาติ
การแข่งขันเอเชีย โร้ด เรซซิ่ง แชมเปียนชิพ ดวลความเร็ว 4 รุ่นได้แก่ เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1000 ซีซี, ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี, เอเชีย โปรดักชั่น 250 ซีซี และ อันเดอร์โบน 150 ซีซี โดยแข่งขันทั้งสิ้น 6 สนาม ใน 3 ประเทศ ได้แก่ สนามที่ 1 วันที่ 10 – 12 เมษายน ที่สนามเซปัง ฯ ประเทศมาเลเซีย, สนามที่ 2 ที่สนามช้างฯ ประเทศไทย วันที่ 8 – 10 พฤษภาคม, สนามที่ 3 โมเตกิ ประเทศญี่ปุ่น วันที่ 12-14 มิถุนายน, สนามที่ 4 รอการประกาศ, สนามที่ 5 เซปังฯ ประเทศมาเลเซีย วันที่ 11 – 13 กันยายน จบด้วยสนามปิดฤดูกาล ฉลองแชมป์ที่ ประเทศไทย วันที่ 4 – 6 ธันวาคม 2569







