นายสาโรจน์ มะอาจเลิศ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานขาย บริการหลังการขาย และประสบการณ์ลูกค้า บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยกับ Autolifethailand ว่า จากสถานการณ์สงครามการสู้รบในตะวันออกกลางส่งสัญญาณให้ผู้บริโภคมีความตื่นตัวกับรถยนต์ที่มีอัตราประหยัดเชื้อเพลิงดี โดยเฉพาะ Mitsubishi X-Force และ Mitsubishi Xpander เป็นต้น ขณะที่ รถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงเป็นน้ำมันดีเซลอาจจะต้องจับตาดูผลกระทบซึ่งยอมรับว่ามีผลกระทบของผู้บริโภคที่ตกใจในระยะสั้น
ทั้งนี้ ด้านการส่งออกจากประเทศไทยที่มิตซูบิชิมีสัดส่วนมากกว่า 80% ของกำลังการผลิต ขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่เชื่อว่าทุกบริษัทมีผลกระทบจากความเสี่ยงในประเทศต่าง ๆ ซึ่งยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิดเนื่องจากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ขณะที่ เป้าหมายการจำหน่ายในประเทศไทยปี 2569 บริษัทวางเป้าหมายส่วนแบ่งทางการตลาดไว้ที่ 5% ของตลาดรวมรถยนต์ในประเทศไทย แม้จะมีปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ก็ตาม ขณะที่ย้อนกลับไปในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาตลาดรถกระบะมีข้อจำกัดด้านสถานบันการเงิน ซึ่งถ้าหากมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขบางอย่างให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายจะช่วยให้ตลาดรถกระบะกลับมาฟื้นตัวได้
สำหรับ สถานการณ์การเมืองในประเทศไทยหลังการเลือกตั้งที่มีรัฐบาลใหม่ ถือเป็นปัจจัยบวกภายในประเทศ ที่คาดหวังว่าจะช่วยให้ทิศทางของเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น ส่งผลต่อเนื่องให้ผู้ประกอบการในภาคธุรกิจเติบโตซึ่งก็จะส่งผลดีต่อตลาดรถกระบะ รวมถึงอยากให้รัฐบาลดูเรื่องการสนับสนุนการขายของรถกระบะ
อย่างไรก็ตาม บริษัทได้มีการเริ่มดำเนินการปรับไลน์อัพโมเดลของรถกระบะให้เหมาะสม เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคมีความต้องการที่ชัดเจนขึ้นในการใช้งานเช่น กระบะไลฟ์สไตล์ หรือ กระบะเพื่อการพาณิชย์ ที่มีบางกลุ่มโต บางกลุ่มลดลง โดยมองถึงโอกาสในแต่ละเซกเมนต์ที่ปัจจุบันที่ลูกค้าตัดสินใจซื้อรถตามกลุ่มราคา (Price Zoning)









