Porsche เคยเป็นหนึ่งในบริษัทรถยนต์ ที่มีสัดส่วนผลกำไรจากการดำเนินงานสูงที่สุดในอุตสาหรรม โดยในปี 2024 มีสัดส่วน 14.5% ในขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ Mass Market ส่วนใหญ่มีสัดส่วนราว 3 – 6% แต่ในปี 2025 สัดส่วนกำไรของ Porsche กลับล่มสลายเหลือ 0.3% เท่านั้น ซึ่งนี่ไม่ได้ส่งผลกระทบถึง Porsche เองอย่างเดียว แต่ยังส่งผลถึงบริษัทแม่อย่าง Volkswagen Group อีกด้วย เนื่องจาก Porsche ถือเป็นแหล่งรายได้ของ VW Group ที่ถือแบรนด์รถยนต์มากมาย ที่มีสัดส่วนผลกำไรไม่สูงนักรวมถึงแบรนด์ VW เอง
สัดส่วนผลกำไรที่ลดลงของ Porsche ไม่ได้เกิดจากยอดขายที่ลดลงเท่านั้น แต่สาเหตุหลักคือบริษัทต้องแบกรับต้นทุน ที่เกิดขึ้นจากการประกาศยกเลิกแผนพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งดำเนินงานมาแล้วหลายปี และกลับไปพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปต่อ โดยค่าเสียหายจากประเด็นนี้ ทางบัญชีต้องนำมาคำนวณรวมยอดเดียว ไม่สามารถทยอยหักลบกลบหนี้แบบทยอยผ่อนได้ ผลกำไร Porsche ในปี 2025 จึงลดจากปี 2024 ในสัดส่วน 98% หรือจากมูลค่า 5,300 ล้านยูโร (ราว 200,000 ล้านบาท) เหลือ 90 ล้านยูโร (ราว 3,400 ล้านบาท)
ค่าเสียหายที่เกิดจากการยกเลิกแผนพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าซึ่ง Porsche นิยามว่าเกิดขึ้นเพราะ ‘การเปลี่ยนถ่ายสู่รถยนต์ไฟฟ้านั้นช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ และเป็นไปตามความต้องการของลูกค้า’ ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้ผลกำไรของ Porsche ลดลงอย่างน่าใจหาย แต่ยังมีเรื่องของตลาดจีนซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดใหญ่ของ Porsche กลับมียอดขายลดลง ซ้ำเติมด้วยกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ส่งผลให้ราคาจำหน่ายของ Porsche ในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้น ทั้งหมดทั้งปวง ล้วนส่งผลให้ยอดขายทั่วโลกของค่ายลดลง 15% ในปี 2025 เหลือ 265,663 คัน
พนักงานของ Porsche จึงได้รับผลกระทบไปด้วย โดยมีการตั้งเป้าที่จะปลดคนราว 3,900 ตำแหน่ง ส่วนบริษัทแม่อย่าง VW Group ที่กล่าวไปข้างต้นว่าเคยมี Porsche เป็นอู่ข้าวอู่น้ำนั้นอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างกัน โดยมีผลกำไรสุทธิในปี 2025 ลดลง 44% เหลือ 6,900 ล้านยูโร (ราว 260,000 ล้านบาท) และมีแผนปลดพนักงานในเยอรมนี ราว 50,000 ตำแหน่ง ภายในปี 2030 ปิดท้ายด้วยประเด็นที่น่าขบคิดคือ ขนาด Porsche ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำยังจุดกระแส EV ไม่ติด แล้วค่ายไหนจะทำได้ !?
ที่มา: euronews






