FORD (ฟอร์ด) ประกาศเข้าร่วมการแข่งขันรถสูตรหนึ่ง หรือ ฟอร์มูล่า วัน (Formula 1) ในฤดูกาล 2026 ที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 8 มีนาคม 2569 ที่สนามอัลเบิร์ตพาร์คสตรีทเซอร์กิตเมลเบิร์นประเทศออสเตรเลีย
สำหรับฟอร์ด ในการแข่งขัน Formula 1 ฤดูกาล 2026 ถือเป็นการกลับมาครั้งแรกหลังจากหายไปจากการแข่งขัน ฟอร์มูล่าวัน ไปนาน 22 ปี โดย วิล ฟอร์ด ผู้จัดการทั่วไปของ ฟอร์ด เรซซิ่ง และทายาทของ เฮนรี่ ฟอร์ด ได้พาฟอร์ดกลับมาทวงคืนตำแหน่งในสนามอีกครั้ง ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ เรด บูล พาวเวอร์เทรนส์ ซึ่งการหวนคืนสู่สนามแข่ง ฟอร์มูล่าวัน ยังพาให้ระลึกถึงต้นกำเนิดของบริษัทบนสนามแข่งเมื่อ 125 ปีก่อน
สำหรับ ระบบไฟฟ้าแรงสูงและซอฟต์แวร์แบตเตอรี่ที่พัฒนาสำหรับการแข่งในปีนี้ คือแบบพิมพ์เขียวที่ใช้พัฒนารถกระบะ และรถยนต์ที่ลูกค้าจะได้ขับขี่ในอนาคต
คริสเตียน เฮิร์ทริช หัวหน้าวิศวกรระบบส่งกำลังของ ฟอร์ด เรซซิ่ง (Ford Racing) กล่าวว่า วิศวกรฟอร์ด ทำงานร่วมกับ ทีมเรด บูล โดยใช้ประสบการณ์จากความสำเร็จที่สั่งสมมาตลอด 20 ปี โดย ฟอร์ดได้พัฒนาขุมพลังเครื่องยนต์ฟอร์มูล่าวัน หรือ F1 ตั้งแต่ต้น พร้อมกำลังร่วมกันคิดค้นและออกแบบชิ้นส่วนอะไหล่ที่มีความซับซ้อนสำหรับส่วนต่าง ๆ ของรถแข่ง ไม่ว่าจะเป็น เครื่องยนต์สันดาป ระบบระบายความร้อน และระบบกู้คืนพลังงาน รวมถึงการปรับแต่งอย่างพิถีพิถัน
ในฐานะทีมพัฒนาขุมพลังรถแข่งหน้าใหม่ที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบการแข่งขันของปี 2026 ฟอร์ดต้องไล่ตามคู่แข่งที่คร่ำหวอดในสนามมานานหลายสิบปีให้ทัน ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า โดย เควิน รุยบัล วิศวกรด้านการจำลองสภาพแวดล้อมการแข่งจริงของฟอร์ด เรซซิ่ง ได้ไปทำงานร่วมกับทีมเรด บูลถึงเมืองมิลตัน คีนส์ พัฒนาโมเดลการควบคุมรูปแบบเฉพาะที่ทำงานเร็วกว่าเวลาจริงถึง 1,000 เท่าและได้กลายมาเป็นกลยุทธ์หลักในการปรับจูนและควบคุมรถแข่งช่วยให้นักแข่งได้สัมผัสและปรับตัวเข้ากับคาแร็กเตอร์ของเครื่องยนต์ระหว่างที่จำลองการขับและให้ความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงก่อนที่จะผลิตตัวเครื่องยนต์ขึ้นจริง
ด้านการจัดการพลังงานแบตเตอรี่ก็ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นเลิศทางดิจิทัลของทีมพัฒนารถ วิศวกรฟอร์ดและวิศกวกรของทีมเรด บูล ร่วมกันทำงานที่สำนักงานใหญ่ของเรด บูล พาวเวอร์เทรนส์ เพื่อหาวิธีการให้พลังงานไฟฟ้าทำงานอย่างมีประสิทธิภาพร่วมกับเครื่องยนต์สันดาป โดยไมค์ หวง วิศวกรฟอร์ด ได้พัฒนาโปรแกรมดิจิทัลขั้นสูงที่บริหารจัดการพลังงานได้แบบเรียลไทม์ สามารถวิเคราะห์ว่าช่วงไหนควรใช้หรือกักตุนพลังงานไว้ เพื่อหาวิธีที่เร็วที่สุดในสนาม ซึ่งจะอาศัยกลไกการปรับใช้พลังงาน และประสิทธิภาพในการขับ ส่วนการจัดการความร้อน และการคำนวณสถานะการชาร์จจะใช้รากฐานเดียวกันกับการพัฒนารถกระบะไฟฟ้าของฟอร์ดในอนาคตให้สามารถลากจูงได้ไกล และชาร์จได้ไวขึ้น

“สนามแข่งรถ ฟอร์มูล่า วัน เปรียบเสมือนสนามทดสอบรถที่เปี่ยมนวัตกรรมที่สุดในโลก และการนำนวัตกรรมมาลงแข่งในรายการแข่งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าจะได้รับนวัตกรรมที่สมควรได้รับในอนาคต”
ขณะที่ ก่อนที่การแข่งขันฟอร์มูล่าวัน 2026 จะเริ่มขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ฟอร์ดได้เริ่มทดสอบรถอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยประยุกต์ใช้วิธีการเดียวกับอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ วิศวกรนักพัฒนารถได้เร่งผลิตชิ้นส่วนอะไหล่กว่า 1,000 ชิ้นที่ทำจากเครื่องพิมพ์สามมิติให้ทีมแข่งใช้ทดสอบ
คริสเตียน เฮิร์ทริช กล่าวว่า ชิ้นส่วนเหล่านี้ไม่ได้เป็นชิ้นส่วนธรรมดาทั่วไป แต่เป็นชิ้นส่วนอะไหล่โลหะและโพลีเมอร์ที่มีคุณสมบัติทนทาน ผ่านการทดสอบในสภาวะแวดล้อมหฤโหด เพื่อให้สามารถทนต่อการแข่งขันด้วยความเร็วเฉลี่ย 200 ไมล์ต่อชั่วโมง
ฟอร์ดได้นำความเชี่ยวชาญจากโรงงานกว่า 100 ปี มาใช้ในการผลิตชิ้นส่วนและองค์ประกอบต่าง ๆ สำหรับระบบส่งกำลัง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์สันดาปภายใน รวมถึงระบบไฮบริด ขณะที่ชิ้นส่วนอะไหล่ทุกชิ้น จะต้องผ่านการตรวจสอบตามเกณฑ์ที่สำคัญ ได้แก่ การทดสอบความแข็งแรงทนทาน การตรวจสอบความถูกต้องทางเรขาคณิตผ่านการสแกนสามมิติ และการสแกนด้วยเครื่องเอ็กซเรย์และซีทีสแกน ก่อนที่จะเข้าสู่ห้องทดลองวัดผลขั้นสุดท้ายที่ศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์ของฟอร์ด
คีธ เฟอร์เรลล์ ผู้เชี่ยวชาญทีมพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตของฟอร์ด และดูงานในส่วนการผลิตแบบพิมพ์สามมิติ กล่าวว่า ทั้งหมดนี้เป็นขั้นตอนที่ทีมวิศวกรฟอร์ดนำไปใช้กับการพัฒนารถยนต์สำหรับลูกค้า ยกตัวอย่างเช่น โปรแกรมการพัฒนาฟอร์ด F-150 ที่ทีมวิศวกรได้นำนวัตกรรมการสแกนแบบเดียวกับการทดสอบรถ F1 ไปใช้ ทำให้ตรวจพบข้อบกพร่องได้ในวันเดียว ขณะที่การตรวจสอบทั่วไปอาจใช้เวลาหลายเดือน นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ฟอร์ดขยายกระบวนการตรวจสอบคุณภาพนี้ สู่รถรุ่นอื่น ๆ ที่จะส่งมอบให้ลูกค้าเพื่อความมั่นใจในคุณภาพบนท้องถนนทั่วโลก







