Chery Group (เชอรี กรุ๊ป) ลงสู่ตลาดในประเทศไทยในระยะเวลากว่า 1 ปี กับการเปิดตัวรถยนต์ลงสู่ตลาดภายใต้ 2 แบรนด์ได้แก่ OMODA&JAECOO และ Chery ซึ่งสร้างกระแสการตอบรับเป็นอย่างดีภายหลังการเปิดตัว JAECOO 5 EV ในระยะเวลาอันสั้น พร้อมกับ ส่งรถทรงกล่องอย่าง Chery V23 ในเวลาต่อมาไม่นาน พร้อมกับการลงทุนก่อสร้างโรงงานในประเทศไทยมุลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท
Autolifethailand ได้สัมภาษณ์พิเศษ “เซดริก ชุย” ประธาน เชอรี ประเทศไทย ถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 สำหรับประเทศไทย โดยในปีนี้บริษัทมีแผนการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ในเครือ เชอรี ได้แก่ แบรนด์ Lepas ลงสู่ตลาดในประเทศไทย ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ 3 ต่อจาก OMODA&JAECOO และ เชอรี ซึ่งจะช่วยเข้ามาเติมไลน์อัปโมเดลที่ยังขายอยู่นั่นคือ กลุ่ม รถยนต์อเนกประสงค์ (SUV) ที่อยู่ในระดับราคา 8-9 แสนบาท
ทั้งนี้ การวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์จะมีความแตกต่างกันตามกลุ่มเป้าหมายของแต่ละแบรนด์ที่ เชอรี จะโฟกัสในกลุ่มครอบครัว, OMODA&JAECOO จะโฟกัสกลุ่มผู้ที่มีกิจกรรมหลากหลาย และ Lepaz จะโฟกัสในกลุ่มแฟชั่นคนรุ่นใหม่
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : บริษัทแม่ใส่ใจ OMODA & JAECOO ในไทยเติบโตเร็วติด Top 5 ของโลก
สำหรับแบรนด์ เชอรี จะมีการแบ่งการทำตลาดเพื่อความชัดเจนและง่ายต่อการสื่อสารได้แก่ เชอรี จะทำตลาดในรุ่น QQ, Tiggo 8 และ Tiggo 9 ส่วนอีกแบรนด์หนึ่งนั่นคือ iCAR ที่จะโฟกัสในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า 100% เป็นหลัก
ขณะที่ บริษัทมีแผนการเปิดสายพานการผลิตในประเทศไทยอย่างเป็นทางการในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งจะเริ่มการผลิตในรุ่น OMODA C5 EV รุ่นปรับโฉมใหม่ (Facelift), JAECOO 5 EV รุ่นประกอบในประเทศ และ JAECOO6T เป็นลำดับแรก จากนั้นจะทยอยเริ่มการผลิตรถยนต์รุ่นต่าง ๆ ภายใต้แบรนด์ในเครือต่อไป
ด้านแผนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในปี 2569 บริษัท ในช่วงไตรมาส 1/2569 จะมีการเปิดตัว JAECOO 5 EV รุ่นประกอบในประเทศ (CKD) รวมถึงแบรนด์ Lepas 3 รุ่นได้แก่ L4, L6 และ L8 โดยในช่วงไตรมาส 2/2569 บริษัทมีแผนการเปิดตัว JAECOO 6 REEV ซึ่งมีระยะทางการวิ่งด้วยไฟฟ้าประมาณ 150 km. และ Chery Tiggo 9 ขณะที่ ในช่วงไตรมาส 3/2569 จะมีการเปิดตัว OMODA 4 และ Chery V27 REEV ซึ่งในช่วงไตรมาส 4/2569 มีแผนการเปิดตัวรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่พลังงานปลั๊กอินไฮบริด (PHEV)
นอกจากนั้น บริษัทอยู่ระหว่างการทดสอบรถยนต์ LUXEED R7 ซึ่งเป็นแบรนดพรีเมี่ยมในเครือ เชอรี กรุ๊ป และมีความเป็นไปได้ที่จะเปิดตัวในประเทศไทยในอนาคต
“ปี 2568 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีแห่งการศึกษาตลาดของบริษัทซึ่งบริษัทได้เห็นถึงโอกาสและอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ และได้นำมาปรับแก้ไขเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับผู้บริโภค”
อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าในปี 2569 ยอดขายของภาพรวมตลาดจะอยู่ที่เทียบเท่ากับปีก่อนหน้า ซึ่งอาจจะเติบโตเล็กน้อย เนื่องจากมองว่าสถานการณ์การเมืองยังไม่นิ่งและการเติบโตทางเศรษฐกิจอาจจะยังเติบโตไม่ทันในปีนี้เนื่องจากการจัดตั้งรัฐบาลและการเบิกจ่ายงบประมาณ
ด้านเป้าหมายในปี 2569 ของ OMODA&JAECOO บริษัทคาดว่าจะอยู่ที่ 25,000 คัน และ เชอรี คาดว่าจะอยู่ที่ 15,000 คัน
เซดริก กล่าวว่า จากปัญหาด้านการส่งมอบ OMODA&JAECOO ที่ผ่านมา บริษัทได้พยายามแก้ไขทุกวิถีทางให้ดีที่สุด ก่อนที่จะเพิ่มทางเลือกส่งมอบที่ท่าเรือเป็นทางเลือกสุดท้าย ซึ่งบริษัทยืนยันว่าได้มีการตรวจสอบคุณภาพ (PDI) และชาร์จไฟฟ้าก่อนส่งมอบถึงมือผู้บริโภคสมบูรณ์ที่สุด โดยในช่วงเวลาดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการก่อนส่งมอบเพิ่มขึ้น 3 เท่าเมื่อเทียบกับกระบวนการส่งมอบตามปกติแต่เพื่อความพึงพอใจสูงสุดของผู้บริโภคบริษัทจึงได้ดำเนินการอย่างสุดความสามารถอีกทั้งบริษัทยืนยันว่าการรับประกันภัยและการรับประกันคุณภาพจะเริ่มต้นในวันส่งมอบให้กับลูกค้าอย่างแน่นอน
“บริษัทยอมรับว่าจะมีรถยนต์รุ่นดังกล่าวที่ไม่สามารถส่งมอบได้ทันกับการรับเงินอุดหนุนในมาตรการของรัฐที่สิ้นสุดลงไป จำนวนราว 1,600 คัน ซึ่งบริษัทจะรับผิดชอบส่วนต่างด้านภาษีที่เกิดขึ้นเพื่อให้ลูกค้าในจำนวนดังกล่าวได้รับสิทธิประโยชน์เดียวกันกับมาตรการของรัฐ โดยในปัญหาดังกล่าวนี้บริษัทใช้งบประมาณรวมทั้งหมดกว่า 50 ล้านบาท”







