วันที่ 9 มิถุนายน 2569 กลุ่มสมาพันธ์สมาคมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนสัญชาติไทย 10 สมาคม จัดเสวนา “ก้าวต่อไปอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย : 10 สมาคมผนึกภาครัฐ อัปเดตข้อเสนอเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน” เพื่อนำเสนอแนวทาง Road Map สำหรับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในระยะสั้น, ระยะกลาง และ ระยะยาว
นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) เปิดเผยว่า ภายหลังการลงนามแถลงการณ์ร่วมระหว่าง EVAT กับ อีก 9 สมาคมสัญชาติไทย ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน เพื่อยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วนต่อรัฐบาลรักษาเสถียรภาพอุตสาหกรรมที่เป็นเสาหลักเศรษฐกิจของชาติ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา และได้มีการเข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อยื่นหนังสือและหารือทางออกร่วมกันอย่างเร่งด่วน
อ่านรายละเอียด : 10 สมาคมอุตฯ ยานยนต์ ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลปกป้องผู้ประกอบการไทย
ทั้งนี้ ความคืบหน้าล่าสุดหลังจากระยะเวลาผ่านไปราว 1 เดือน ได้มีการเตรียมการเข้าพบกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในวันที่ 11 มิถุนายน 2569 เพื่อนำเสนอประเด็นดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุม และหลังจากนี้จะมีการนัดกับหน่วนงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง อาทิ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), กระทรวงพาณิชย์, สถานฑูตจีนและสถานฑูตญี่ปุ่น
“ที่ผ่านมามีการสอบถามจาก สื่อมวลชนจีน, สถานฑูตจีนและ สถานฑูตญี่ปุ่น ถึงประเด็นดังกล่าวที่เกิดขึ้น โดยจุดยืนของ 10 สมาคมฯยืนยันว่าเราป้องกันผู้ที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยแล้วไม่ลงทุนพร้อมยืนยันว่าไม่ได้ปิดกั้นประเทศอะไรและส่งเสริมประเทศใดทั้งสิ้น”
แผนยุทธศาสตร์ 3 ระยะ ในการนำเสนอต่อภาครัฐมีดังนี้
- ระยะสั้น (Survival Phase) 1-1.5 ปี : กู้ชีพ–ห้ามเลือด รื้อโครงสร้างภาษี สกัดการสวมสิทธิ์และเปิดการเจรจาวัตุดิบต้นน้ำระหว่างรัฐต่อรัฐ (G2G)
- ระยะกลาง (Building Capability) 3-5 ปี : สร้างโปรดักส์แชมเปี้ยนใหม่ ADAS และ LAB ในประเทศไทยเพื่อส่งเสริม Software Sandbox
- ระยะยาว (Tech Sovereignty) 5-10 ปี : เป็นเจ้าของ IP ชิ้นส่วนไฮเทครองรับการส่งออก (Reserve Export) ชิ้นส่วน สู่ OEM รวมถึงระบบ Battery Circular Economy
สำหรับระยะที่ 1 เสนอให้มีการรื้อโครงสร้างภาษีระหว่างรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยกับรถยนต์นำเข้าทันที เพราะความต่างด้านภาษีในปัจจุบันที่ต่างเพียง 8% ไม่จูงใจ รวมถึงเสนอให้ใช้โควตานำเข้าผูกพันการผลิตเพื่อหยุดการนำเข้า 100% อีกทั้งการบังคับให้ใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) ปรับเกณฑ์เขตปลอดอากร บังคับใช้วัตถุดิบไทยแท้ เพื่อปกป้องผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ และตรวจสอบแรงงาน รวมถึงการทลายกำแพงต้นทุนด้วยการเปิดเจรจาแบบ G2G ขอโควตานำเข้าวัตถุดิบต้นน้ำ เช่น อลูมิเนียมอินกอตจากจีนในราคาพิเศษเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสู้ได้ ส่งเสริม Smart Factory
ส่วนระยะที่ 2 เสนอให้พัฒนาโปรดักส์แชมเปี้ยน รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากประเทศไทยมีระบบซัพพลายเชนจ์ที่แข็งแกร่ง บังคับใช้ชิ้นส่วนในประเทศไทยได้เร็วกว่ารถยนต์ รวมถึงบังคับให้ทดสอบมาตรฐาน ADAS และ UNR LAB ในประเทศไทยที่สถาบันยานยนต์ เพื่อดึงองค์ความรู้และวิศวกร
ระยะที่ 3 เสนอให้ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา สามารถออกแบบและผลิตชิ้นส่วนไฮเทคป้อนเข้าสู่ระบบยานยนต์ยุตใหม่ได้อย่างอิสระ รวมถึงสนับสนุนส่งเสริมการส่งออกชิ้นส่วน OME ไทยเข้าสู่สายพานการผลิตของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลก ไม่เพียงแค่เฉพาะตลาด Aftermarket เท่านั้น และ ส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการจัดการแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าครบวงจรของอาเซียน
อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นรายละเอียดทั้งหมดนี้อยากให้เกิดขึ้นก่อนที่มาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า EV3.5 จะสิ้นสุดลงภายใน 2 ปี จากนี้ และดำเนินการต่ออย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาวสำหรับอนาคต







