ไมเคิล เวตเตอร์ (Michael Vetter) กรรมการผู้จัดการ ปอร์เช่ ประเทศไทย (Porsche) กล่าวว่า แม้ตลาดรถยนต์ระดับพรีเมียมจะมีการแข่งขันสูงและยังต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายจากสถานการณ์เศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ในระดับโลก ปอร์เช่ ประเทศไทย ยังคงรักษาผลการดำเนินงานตลอดช่วง 11 เดือน (มกราคม – พฤศจิกายน) ของปี 2568 โดยมีแรงขับคลื่อนสำคัญมาจากกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% (BEV) และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) คิดเป็นสัดส่วน 89% ของยอดจำหน่ายรวม สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของลูกค้าอย่างชัดเจน และความเชื่อมั่นต่อกลยุทธ์ในการนำเสนอระบบขับเคลื่อนที่หลากหลายของแบรนด์ การเติบโตดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนถึงความต้องการซื้อที่ยังคงมีความแข็งแกร่งเท่านั้น แต่ยังเป็นผลจากกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ที่สมดุลและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดในประเทศ
ทั้งนี้ หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ คาเยนน์ เอส อี–ไฮบริด คูเป้ รุ่นประกอบในประเทศมาเลเซีย ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้าในประเทศไทย สะท้อนให้เห็นว่ารถยนต์เอสยูวีระดับพรีเมียมยังคงเป็นกลุ่มตลาดที่มีความแข็งแกร่งอยู่
“การเติบโตของเราในปี 2568 ไม่ได้เพียงวัดจากยอดจดทะเบียนหรือยอดจองรถ แต่ยังสะท้อนผ่านความแข็งแกร่งของความสัมพันธ์ที่เราสร้างขึ้นอย่างต่อเนื่องกับลูกค้าและกลุ่มผู้หลงใหลปอร์เช่ในวงกว้าง”

นอกจากนั้น ปี 2568 ปอร์เช่ ประเทศไทย ได้ขยายและพัฒนาโชว์รูมและศูนย์บริการอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มการเข้าถึงและยกระดับประสบการณ์ลูกค้าในพื้นที่สำคัญของกรุงเทพฯ และชลบุรี ได้แก่ Porsche Centre Bangna, Porsche Centre Pattanakarn และ Porsche Centre Pattaya
สำหรับ การพัฒนา Porsche Centre Bangkok นับเป็นหมุดหมายสำคัญลำดับถัดไป โดยเป็นการขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2569 โดยจะก้าวขึ้นเป็นศูนย์บริการปอร์เช่ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ครอบคลุมทั้งงานขาย บริการหลังการขาย และพื้นที่สำหรับชุมชนอย่างครบวงจรในแห่งเดียว รวมถึงการเตรียมเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่ Porsche Centre Kanlapaphruek ในช่วงปลายปี 2569 เพื่อขยายการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงอีกหนึ่งแห่ง โดยภายในสิ้นปี 2569 ปอร์เช่ ประเทศไทย จะมีเครือข่ายผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการรวมทั้งสิ้น 6 แห่งทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 ปอร์เช่ ประเทศไทย ได้เปิดตัวรุ่นใหม่หลายรุ่น ได้แก่ 911 จีทีเอส ที–ไฮบริด (911 GTS T-Hybrid) รุ่นล่าสุด และ คาเยนน์ เอส อี–ไฮบริด คูเป้ (Cayenne S E-Hybrid Coupé) รุ่นปี 2026 ที่ยกระดับอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับรุ่นปีล่าสุด ขณะเดียวกัน Porsche ยังคงยึดมั่นในแนวคิดว่ารถสปอร์ตแห่งอนาคตจะต้องรองรับระบบขับเคลื่อนที่หลากหลาย จึงได้พัฒนาเครื่องยนต์สันดาป ไฮบริด และระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้าไปพร้อมกัน ซึ่งล่าสุดได้เปิดตัว คาเยนน์ อิเล็กทริค (Cayenne Electric)




