นีลเส็นไอคิว (NIQ) เปิดเผยผลการสำรวจคุณภาพรถยนต์ประจำปี 2568 ความคาดหวังด้านคุณภาพของเจ้าของรถยนต์ในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นตามการใช้งานที่มากขึ้น ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความง่ายในการใช้งาน ความน่าเชื่อถือ และประสิทธิภาพในการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์กลุ่มใดก็ตาม
จากการศึกษาคุณภาพรถยนต์ในครั้งนี้ ถูกวัดจากจำนวนปัญหาที่พบต่อรถยนต์ 100 คัน หรือ PP100 ในช่วง 1 ถึง 6 เดือนแรก หลังการซื้อรถยนต์ใหม่ โดยคะแนน PP100 ยิ่งต่ำ ยิ่งสะท้อนถึงคุณภาพรถยนต์ที่สูงกว่า ซึ่งจากผลการศึกษาในปีนี้ พบว่า เจ้าของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (BEV) พบปัญหาจากการใช้งานเฉลี่ย 174 ปัญหาต่อรถ 100 คัน เมื่อเทียบกับรถยนต์ทั่วไปที่พบ 169 ปัญหาต่อรถ 100 คัน ความแตกต่างนี้ สะท้อนถึงลักษณะการใช้งานและตัวผู้ใช้งานที่ต่างกัน มากกว่าจะเป็นการประเมิน “ความน่าเชื่อถือ” ของรถยนต์โดยตรง
มณีณัฐฐา จิระเสวีจินดา ผู้อำนวยการบริหาร ฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกผู้บริโภค ธุรกิจยานยนต์ นีลเส็นไอคิว ประเทศไทย กล่าวว่า การใช้งานรถยนต์มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งจากตัวผู้ขับขี่เองและจากครอบครัว ผู้บริโภคจึงประเมินรถจากการใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็นการตอบสนองของระบบดิจิทัล ความสบายในการขับขี่ หรือประสิทธิภาพของแอร์ ผู้ผลิตที่สามารถผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับสมรรถนะที่น่าเชื่อถือ ทำให้การใช้งานเป็นไปอย่างราบรื่นในทุกวัน จะมีความได้เปรียบในการเป็นผู้นำตลาด ท่ามกลางความคาดหวังของผู้ใช้รถยนต์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
“ตลาดรถยนต์ไทยกำลังก้าวสู่ช่วงอิ่มตัว ซึ่งนวัตกรรมเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างความแตกต่างได้อีกต่อไป”
จากผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึง การเปลี่ยนแปลงของผู้ใช้รถยนต์ในประเทศไทย ทั้งจากผู้ซื้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้า และรถทั่วไป ที่มีกลุ่มผู้ขับขี่ที่กว้างขึ้นและมีความหลากหลายมากกว่าเดิม โดยกลุ่มผู้ซื้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามีช่วงอายุที่เพิ่มสูงขึ้น โดยสัดส่วนผู้ซื้อที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปเพิ่มจาก 33% ในปี 2567 เป็น 38% ในปี 2568
ขณะเดียวกัน การใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้าก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในกลุ่มที่มีครอบครัวขนาดใหญ่ โดยสัดส่วนของผู้ใช้งานที่มีผู้โดยสารตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปเพิ่มขึ้นจาก 36% เป็น 42% แนวโน้มเหล่านี้สะท้อนชัดว่า รถยนต์พลังงานไฟฟ้าไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มผู้ใช้งานยุคแรก แต่กำลังก้าวสู่การเป็นตัวเลือกของกลุ่มผู้ใช้งานที่มีฐานกว้างขึ้น
ในอีกด้านหนึ่ง เจ้าของรถยนต์ทั่วไปก็มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมเช่นกัน ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้ซื้อรถยนต์ใหม่ที่มีรายได้ครอบครัวอย่างน้อย 95,000 บาทต่อเดือน เพิ่มจาก 22% เป็น 27% สะท้อนถึงการขยายตัวของกลุ่มผู้ซื้อที่มีกำลังซื้อมากขึ้น นอกจากนี้ ความคาดหวังต่อคุณภาพรถยนต์ทั่วไปก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย โดยผู้ใช้รถยนต์ทั่วไป 85% รายงานว่าพบปัญหาการใช้งานอย่างน้อย 1 ปัญหาในปี 2568 เพิ่มขึ้นจาก 78% ในปี 2567
แนวโน้มจากทั้งสองกลุ่มผู้ใช้งานสะท้อนชัดว่า ตลาดรถยนต์ไทยกำลังเผชิญกับความคาดหวังที่สูงขึ้น ซึ่งเกิดจากประสบการณ์การใช้งานรถในชีวิตประจำวัน และความต้องการให้สมรรถนะของรถยนต์ตอบโจทย์การใช้งานจริงมากยิ่งขึ้น
เมื่อฐานผู้ใช้รถยนต์ขยายกว้างขึ้น ความสำคัญที่ผู้บริโภคมีให้กับคุณภาพรถยนต์ก็มีความหลากหลายมากขึ้นเช่นกัน โดยมีความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างผู้ใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (BEV) และผู้ใช้รถยนต์ทั่วไป
ผู้ใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้ารายงานปัญหาด้านระบบดิจิทัลสูงสุดในหมวดระบบเครื่องเสียง/ระบบความบันเทิง/ระบบนำทาง (ACEN) โดยเพิ่มขึ้นเป็น 28.0 PP100 จาก 20.8 PP100 ในปีที่ผ่านมา โดยหนึ่งในปัญหาที่ถูกกล่าวถึงบ่อยที่สุด คือ การตอบสนองของหน้าจอสัมผัสที่ล่าช้าหรือไม่เสถียร
ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการชาร์จไฟยังเป็นประเด็นที่ควรได้รับการดูแลมากขึ้น โดยพบว่า ความช้าจากการชาร์จไฟที่บ้านเพิ่มสูงขึ้น จาก 3.9 PP100 ในปี 2567 เป็น 6.2 PP100 ในปี 2568 นอกจากนี้ ผู้ใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าถึง 64% ระบุว่าต้องใช้เวลารอมากกว่า 8 ชั่วโมงในการชาร์จให้เต็ม ด้านความเชื่อมั่นต่อระยะทางในการวิ่งก็เป็นอีกประเด็นที่มีรายงานเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยผู้ใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าพบปัญหาระยะทางในการวิ่งลดลงกะทันหันบ่อยขึ้น จากคะแนนเพียง 0.7 PP100 ในปีก่อน เพิ่มขึ้นเป็น 2.1 PP100 ในปี 2568
สำหรับรถยนต์ทั่วไป ปัญหาด้านสมรรถนะเครื่องยนต์ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกกล่าวถึงอย่างต่อเนื่อง โดยผลการศึกษาพบว่า “กำลังรถยนต์ไม่เพียงพอ” กลายเป็นปัญหาที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้น โดยระดับปัญหาเพิ่มจาก 3.5 PP100 ในปีก่อนเป็น 4.5 PP100 ในปีนี้ ทั้งรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและรถยนต์ทั่วไปยังพบปัญหาที่คล้ายคลึงกันในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการกันการสั่นสะเทือนของรถยนต์ที่ไม่ดีพอ และแอร์ที่ไม่เย็นเร็วพอ ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงบ่อยจากผู้ใช้ทั้งสองกลุ่ม
จากผลการศึกษาข้างต้นสะท้อนว่า มาตรฐานด้านคุณภาพของรถยนต์กำลังถูกประเมินจากประสบการณ์การใช้งานจริงและความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันมากขึ้น ไม่ได้พิจารณาเพียงแค่สเปกหรือคุณสมบัติเบื้องต้นของรถเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม การศึกษาครั้งนี้ไม่ได้จัดอันดับรถยนต์ แต่รายงานคะแนน PP100 ที่ได้จากผู้ขับขี่รถยนต์ในแต่ละประเภท จากผลการประเมินของเจ้าของรถยนต์ที่เข้าร่วมการสำรวจ พบว่ามีหลายรุ่นที่ทำคะแนน PP100 ต่ำที่สุดในแต่ละประเภทรถยนต์ ซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพรถยนต์ที่สูงกว่า เมื่อเทียบกับรุ่นอื่นในกลุ่มเดียวกัน
มิตซูบิชิ ไทรทัน ดับเบิ้ลแค็บ พลัส 4×2 ได้รับการจัดอันดับสูงสุดในกลุ่มรถกระบะ 4 ประตู ด้วยคะแนน 133 PP100 และสำหรับรุ่นอื่น ๆ ที่มีคุณภาพรถยนต์สูงสุดในแต่ละกลุ่ม มีดังนี้
- รถยนต์ขนาดเล็ก: โตโยต้า ยาริส (170 PP100)
- รถยนต์ขนาดกลางระดับต้น: มาสด้า2 (169 PP100)
- รถยนต์อเนกประสงค์ขนาดเล็ก: โตโยต้า โคโรลล่า ครอส (145 PP100)
- รถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ (PPV): อีซูซุ มิว–เอ็กซ์ (150 PP100)
- รถกระบะตอนเดียว: อีซูซุ ดีแม็กซ์ สปาร์ค 4×4 (146 PP100)
- รถกระบะตอนขยาย: อีซูซุ ดีแม็กซ์ สเปชแค็บ 2 ประตู 4×2 (156 PP100)
- รถยนต์ไฟฟ้า: ไอออน ไฮป์เทค เอชที และ บีวายดี ซีไลออน 7 (152 PP100 ในแต่ละรุ่น)
ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนประสบการณ์การใช้งานที่ผู้ใช้รถยนต์รายงานในช่วง 1 ถึง 6 เดือนแรกของการเป็นเจ้าของรถยนต์ ทั้งนี้ ประสบการณ์ของผู้ใช้แต่ละรายอาจแตกต่างกันไป
สำหรับ NIQ 2025 Thailand Automotive Quality Study เป็นการศึกษาเกี่ยวกับคุณภาพรถยนต์ จัดทำขึ้นที่ NIQ ประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินปัญหาที่ผู้บริโภคเผชิญในช่วง 6 เดือนแรกของการเป็นเจ้าของรถยนต์ โดยเก็บข้อมูลระหว่างช่วงเดือนมิถุนายนถึงพฤศจิกายน 2568 มีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 3,479 คน ซึ่งเป็นผู้ที่ซื้อรถใหม่ระหว่างเดือนธันวาคม 2567 ถึงตุลาคม 2568 การวิเคราะห์นี้ครอบคลุมรถยนต์ 60 รุ่น รวมทั้งรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (BEV) และรถยนต์ที่ไม่ใช่พลังงานไฟฟ้า ในกลุ่มรถเก๋ง รถเอนกประสงค์ และรถกระบะ ซึ่งวัดจากจำนวนปัญหาที่พบต่อรถยนต์ 100 คัน หรือ PP100 โดยคะแนน PP100 ยิ่งต่ำ ยิ่งสะท้อนถึงคุณภาพรถยนต์ที่สูงกว่า







