รัฐบาลของญี่ปุ่นได้ให้การรับรองทางกฎหมายกับระบบขับขี่อัตโนมัติระดับที่ 4 มาตั้งแต่ปี 2023 พร้อมตั้งเป้าเพิ่มจำนวนรถแท็กซี่และรถบัสเชิงพาณิชย์ในอนาคต ล่าสุด Toyota เตรียมขานรับนโยบายของภาครัฐ ด้วยการประกาศในปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า จะนำระบบขับขี่อัตโนมัติที่ Toyota กำลังพัฒนา มาปรับใช้ในรถยนต์อย่างแพร่หลายมากขึ้น ซึ่งจะเหนือกว่าเทคโนโลยีระบบขับขี่อัตโนมัติในรถยนต์ทั่วไปของญี่ปุ่น ในปัจจุบันที่ยังอยู่ในระดับที่ 2
Akihiro Sarada หัวหน้าฝ่าย Software Development Center ของ Toyota ระบุว่าเทคโนโลยีระบบขับขี่อัตโนมัติที่ Toyota กำลังพัฒนานั้น อยู่ในจุดที่เทียบเท่ากับระดับที่ 4 แต่จะออกขายทางพาณิชย์ในชื่อ Level 2++ ด้วยเป้าหมายที่จะลดอุบัติเหตุทางถนนให้เป็นศูนย์ ผ่านการใช้ระบบขับขี่อัตโนมัติแบบ end-to-end (E2E) ทั้งยังมีการตีกรอบในระบบหรือ guardrail ที่คอยตรวจสอบและป้องกันการทำงานของ AI ในรูปแบบที่ไม่คาดฝัน ด้วยการวางกรอบบังคับ ซึ่งมนุษย์เป็นผู้กำหนดไว้ตั้งแต่แรก

Toyota เชื่อมั่นว่าการตีกรอบดังกล่าว จะช่วยลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุ ที่นำไปสู่การบาดเจ็บและเสียชีวิตได้ถึง 60% ส่วนกำหนดการนำมาปรับใช้ จะเริ่มติดตั้งในรถยนต์นั่งตั้งแต่ปี 2028 เป็นต้นไป ก่อนจะขยายไปยังรถยนต์รุ่นอื่นที่มีความหลากหลายมากขึ้น นับตั้งแต่ปี 2030 โดยจะครอบคลุมถึงรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ด้วย ที่จะเริ่มการติดตั้งระบบขับขี่อัตโนมัติระดับที่ 4 ซึ่งสามารถขับขี่ได้เองภายใต้บางสถานการณ์
นอกจากนั้น Toyota จะนำรถยนต์ต้นแบบ e-Palette ที่เปิดตัวในปี 2025 มาพัฒนาต่อเพื่อใช้เป็นรถ shuttle bus ที่รองรับระบบขับขี่อัตโนมัติระดับที่ 4 โดยอาจเปิดตัวอย่างไวสุดในปีงบประมาณ 2027 ทั้งยังอยู่ระหว่างการพิจารณาจับมือกับ Waymo ผู้ให้บริการรถแท็กซี่ขับขี่อัตโนมัติของ Google อีกด้วย แต่ยังไม่มีการวางกรอบเวลาเรื่องโครงการนี้ แต่คาดว่าจะสอดคล้องกับกรอบเวลาของภาครัฐญี่ปุ่น ที่ตั้งเป้าให้มีรถบัสและรถแท็กซี่ไร้คนขับจำนวน 10,000 คันทั่วประเทศญี่ปุ่น ภายในปีงบประมาณ 2030
ที่มา: asia.nikkei, car.watch.impress






