จากสถานการณ์การสู้รบและความรุนแรงในตะวันออกกลางรวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันดิบและราคาน้ำมันทั่วโลกมีความผันผวนรุนแรง ซึ่งรัฐบาลไทยโดย กระทรวงพลังงาน ได้จับตาสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งตั้งวอร์รูมและการออกมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อค่าครองชีพต่อประชาชน
“อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์ว่า จากสถานการณ์ดังกล่าวรัฐบาลได้ตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อประชาชน โดยก่อนหน้านี้ได้ประกาศคงราคาน้ำมันดีเซล 15 วัน และขอความร่วมมือไปยังบริษัทผู้ค้าน้ำมันในการช่วยไม่ให้มีผลกระทบต่อราคาน้ำมันเบนซิน ซึ่งรัฐบาลโดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้สนับสนุนบางส่วน แต่อย่างไรก็ตามน้ำมันเบนซินอาจจะต้องมีการขยับราคาตามตลาดโลกบ้าง แต่ขอความร่วมมือไปยังผู้ค้าน้ำมันอาจจะไม่ปรับขึ้นอย่างรุนแรง
นอกจากนั้น ก่อนหน้านี้ได้มีการออกประกาศระงับการส่งออกน้ำมันชั่วคราว และการเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันของประเทศเพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย
ขณะเดียวกัน ล่าสุดการปรับราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 91 และ แก๊สโซฮอล์ 95 เพิ่มขึ้น +50 สตางค์/ลิตร และลดราคาน้ำมัน แก๊สโซฮอล์ อี 20 และ แก๊สโซฮอล์ อี 85 ลดลง -50 สตางค์/ลิตร ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่เรียกว่ามาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) ทั้งแก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซล
สำหรับมาตรการดังกล่าวจะส่งผลให้ลดการนำเข้าเนื้อน้ำมันจากต่างประเทศและใช้ Biofuel เป็นส่วนผสมซึ่งจะส่งผลอีกด้านหนึ่งควบคู่กับการรณรงค์การประหยัดพลังงาน
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ISUZU หนุนนโยบายรัฐ หากจำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลสูงสุด B20
โดยสิ่งที่ที่รัฐบาลดำเนินการคือการใช้เงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แก๊สโซฮอล์ อี 20 และ แก๊สโซฮอล์ อี 85 จาก 1 บาท/ลิตร เป็น 2 บาท/ ลิตร เพื่อให้เกิดความแตกต่างด้านราคากับ แก๊สโซฮอล์ อี 10 ที่ชัดเจนขึ้น จาก 2 บาท/ลิตร เป็น 3 บาท/ลิตร
“มาตรการล่าสุดถือเป็นการถ่างราคาให้มีส่วนต่างถึง 3 บาท/ลิตร ระหว่าง E10 กับ E20 เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้งาน ซึ่งเวลานี้ยังไม่ใช่การปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซินแต่มีวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้น”
อีกทั้งได้มีการประกาศการปรับส่วนผสมของน้ำมันดีเซลจากปัจจุบัน ใช้ส่วนผสมของน้ำมันปาล์มอยู่ที่ 5% (B5) ซึ่งจะปรับเพิ่มส่วนผสมเป็น 7% (B7) มีผลวันที่ 14 มีนาคม 2569 ซึ่งสอดรับการปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันที่เป็นฤดูกาลในช่วงเวลานี้ และจะช่วยลดการรำเข้าเนื้อน้ำมันจากต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม รัฐบาล โดย กระทรวงพลังงาน ได้มีการขอความร่วมมือไปยังบริษัทผู้ประกอบการต่าง ๆ ในการเชิญชวนผู้ใช้รถยนต์มาตรวจสภาพรถยนต์ เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่น (น้ำมันเครื่อง) ให้ตรงตามรอบระยะการใช้งาน และบำรุงรักษาดูแลรถยนต์ ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดน้ำมันและลดการปล่อยมลพิษได้
อรรถพล กล่าวว่า รัฐบาลเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดโดยยืนยันว่าปริมาณน้ำมันในประเทศไทยจะไม่ขาดแคลนอย่างแน่นอน และเตรียมแผนรับมือและมาตรการรองรับเป็นลำดับขั้นเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตนี้อย่างเป็นขั้นตอน
หากเกิดสถานการณ์ความรุนแรงต่อเนื่องยาวนานอาจจะต้องมีการปรับลดสเปคจาก ยูโร 5 ในปัจจุบัน เป็น ยูโร 4 เพื่อให้มีความยืนหยุ่นในการหาแหล่งนำเข้าที่เหมาะสม แต่ในขณะนี้ยังไม่จะเป็นต้องมีการดำเนินดังกล่าว ขณะเดียวกันได้มีการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบไปศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับเพิ่มส่วนผสมของน้ำมันปาล์มในน้ำมันดีเซลเป็น 10% (B10) ไว้รับมือสถานการณ์ แต่ปัญหาคือบริษัทผู้ผลิตรถยนต์อาจไม่ยอมรับและผลิตภัณฑ์ไม่รองรับ จึงให้ไปตรวจสอบรายชื่อรุ่นและผลกระทบ หากจำเป็นต้องมีการปรับสัดส่วนดังกล่าว
พร้อมกันนี้ อยากรณรงค์ให้ประชาชนประหยัดการใช้เชื้อเพลิงซึ่งไม่ว่าจะเกิดวิกฤตหรือไม่การประหยัดจะส่งผลดีต่อเงินในกระเป๋าของทุกคนอย่างแน่นอน และติดตามข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้เพื่อป้องกันการเกิดความเข้าใจผิดและความตื่นตระหนก






