ถือเป็นการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนเป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการของ ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส–เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (Mercedes-Benz) คนใหม่ที่ได้เข้ารับตำแหน่งและเข้ามาบริหารงานตั้งแต่เดือน กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา
Autolifethailand ได้ร่วมสัมภาษณ์นายฝรั่งหัวใจไทย “คริสเตียน เชลล์” ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส–เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเล่าให้ฟังว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มายังประเทศไทย เพราะก่อนหน้านี้ 7 ปี เคยร่วมงานกับ เมอร์เซเดส–เบนซ์ ประเทศไทย รับผิดชอบดูแลด้านวางแผนผลิตภัณฑ์ ก่อนที่จะย้ายกลับไปยังสำนักงานใหญ่ที่ประเทศเยอรมนี และกลับมารับตำแหน่งหัวเรือใหญ่ที่ประเทศไทยอีกครั้ง
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : Mercedes-Benz แต่งตั้ง ‘คริสเตียน เชลล์’ เป็น CEO คนใหม่ประจำประเทศไทย
คริสเตียน ฉายภาพใหญ่ของ เมอร์เซเดส–เบนซ์ ยอดขายทั่วโลกในช่วงไตรมาส 1/2569 (ไม่รวมประเทศจีน) มีอัตราเติบโต 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีตลาดยุโรปและสหรัฐอเมริกาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ขณะที่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) เติบโตขึ้น 11% โดยไฮไลต์สำคัญในไตรมาสแรกคือการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ได้แก่
- The new S-Class, VLE
- Mercedes-Maybach S-Class, GLE, GLS
- The all-new electric C-Class
ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2568-2570 มีแผนการเปิดตัวรถยนต์ไม่ต่ำกว่า 40 รุ่น ทั่วโลก เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์จากทั้ง Entry Luxury, Core Luxury และ Top-End Luxury ซึ่งจะมีให้เลือกทั้งระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ปลั๊กอินไฮบริด และ ไฮบริด
สำหรับ ไตรมาส 1/2569 ในประเทศไทย มียอดขายรวมอยู่ที่ 1,304 คัน (ส่วนยอดจดทะเบียนอยู่ที่ 1,949 คัน) โดยภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 (Motor Show 2026) ที่ผ่านมา มียอดจองในงานรวม 2,111 คัน เติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับงานเดียวกันครั้งก่อน 140% ซึ่งมียอดจองรวมอยู่ที่ 870 คัน เท่านั้น ถือเป็นการทำลายสถิติยอดจองสูงสุดในรอบ 7 ปี และมียอดของทะลุ 2,000 คัน เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2562
สำหรับอัตราเติบโตแยกต่างประเภทรถของบริษัทมีดังนี้
- กลุ่ม Top-End Luxury เติบโตขึ้น 8% จากการตอบรับที่ดีของ G-Class, AMG CLE 53
- กลุ่มปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) เติบโตขึ้น 22.5% จากการตอบรับที่ดีของ E-Class, C-Class และ GLC
- กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) เติบโตขึ้น 175% จาก EQS SUV
- กลุ่มรถตู้อเนกประสงค์ เติบโตขึ้น 43.5% จาก V-Class และ Sprinter เติบโตขึ้น 117.6%
ขณะที่ นโยบายในการดำเนินงานภายหลังการเข้ารับตำแหน่งยืนยันว่าจะใช้ประเทศไทยเป็นฐานการประกอบรถยนต์ไฟฟ้า 100% แม้ว่าต้นทุนการประกอบในประเทศไทยจะไม่ได้เป็นต้นทุนที่ดีกว่าในประเทศจีน และยังมีสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีนำเข้าในอัตรา 0% ด้วยก็ตาม แต่ความครบถ้วนของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งระบบซัพพลายเชนจ์และการสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมยานยนต์ถือเป็นตัวขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อย่างมหาศาล พร้อมกันนี้ยังเชื่อว่าในอนาคตรัฐบาลจะมีมาตรการสนับสนุนบริษัทผู้ผลิตรถยนต์เพิ่มเติมเพื่อใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตต่อไปในระยะยาว
ด้านเป้าหมายยอดขายในปี 2569 นี้ส่วนตัวเชื่อว่าจะสร้างสถิติใหม่ (New High) ด้วยการคาดการณ์ว่าจะมีอัตราเติบโตในระดับ 2 หลัก (Double Digi) จากแผนการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ในปีนี้ราว 9-10 รุ่น โดยที่ผ่านมาหลายปีบริษัทเคยมียอดขายในระดับ 10,000 คัน แต่ตอนนี้บริษัทมียอดขายในระดับ 7,000-8,000 คัน และต้องยอมรับว่าสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยอาจจะไม่ดีเท่าไรนักจาก อัตราหนี้ครัวเรือนสูง และ การอนุมัติสินเชื่อ (ไฟแนนซ์) ยังคงเข้มงวด ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบสำคัญของตลาดรถยนต์ในประเทศไทย สำหรับในสถานการณ์แบบนี้บริษัทถือว่าอยู่ในระดับพอใจมาก
ด้านแผนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่บริษัทมีแผนการเปิดตัว Mercedes-Benz GLC EV ในช่วงไตรมาส 4/2569 รวมถึงมีแผนการประกอบในประเทศไทย และ Mercedes-Benz VLE EV รถตู้พลังงานไฟฟ้า 100% ในปี 2570 รวมถึง The new Mercedes-Maybach S-Class ที่มีให้เลือกทั้งแบบ MANUFAKTUR package ขณะเดียวกัน ล่าสุด บริษัทได้เปิดตัว Mercedes-Maybach S 580 e Night Series ราคา 14 ล้านบาท มีจำนวนจำกัด 16 คัน ในประเทศไทย เพื่อฉลองครบรอบ 140 ปีของแบรนด์
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : Mercedes-Benz GLC EV รถไฟฟ้า100% เปิดตัวในไทย ปลายปี 2026 นี้ ! แบต 800V 94 kWh วิ่ง 713 km. (WLTP) ชาร์จ DC 330 kW
ด้านแผนการขยายเครือข่ายผู้แทนจำหน่าย (ดีลเลอร์) และการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ซึ่งได้ขยายโชว์รูม Mercedes-Maybach จาก 3 แห่ง เป็น 10 แห่ง พร้อมทั้งหลังจากนี้ในทุกโชว์รูมจะมีการขาย Mercedes-AMG ทุกแห่งทั่วประเทศ โดยในช่วงไตรมาส 4/2569 มีแผนการขยายธุรกิจสถานีชาร์จไฟฟ้า เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคและรองรับผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มดังกล่าว
คริสเตียน กล่าวว่า หลักคิดในการบริหารงานในวันนี้คือเราไม่ได้กำหนดเทคโนโลยีให้กับลูกค้า แต่ลูกค้าต่างหากที่สามารถกำหนดความมต้องการของตัวเองได้ว่าต้องการอะไร โดย Mercedes-Benz มีทางเลือกที่หลากหลายให้กับลูกค้ารองรับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค
“วันนี้เราไม่ใช่ Car Company แต่เราเป็น Mobility Company โดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาโซลูชั่นรองรับความต้องการของลูกค้าในทุกด้าน”
นอกจากนั้น เมื่อยึดถือลูกค้าเป็นศูนย์กลางดังนั้นนโยบายของ เมอร์เซเดส–เบนซ์ หลังจากนี้คือการสร้างความสุดให้กับลูกค้า และมอบความจริงใจในการทำธุรกิจให้ลูกค้าได้สัมผัสกับแบรนด์ รวมถึงการสร้างความมั่นคงทางธุรกิจให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยสิ่งเหล่านั้นจะสะท้อนกลับมาให้บริษัทมีผลประกอบการที่ดีและมั่นคงได้อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 เป็นปีที่ครบรอบ 140 ปี แห่งนวัตกรรมยานยนต์ (140 Years of Innovation) นับตั้งแต่คาร์ล เบนซ์ (Carl Benz) จดสิทธิบัตรในการสร้างรถยนต์คันแรกของโลกเมื่อปี ค.ศ. 1886 ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดวิวัฒนาการของการเดินทางมาจนถึงปัจจุบัน โดยตลอดช่วงศตวรรษที่ผ่านมา เมอร์เซเดส–เบนซ์ มีบทบาทในฐานะผู้บุกเบิกนวัตกรรมยานยนต์ ทั้งในด้านเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและระบบความปลอดภัยที่ถูกประยุกต์ใช้ในรถยนต์ของทุกยุคสมัย ไปจนถึงการพัฒนาสมรรถนะการขับขี่และความสะดวกสบายที่เหนือชั้น และเมอร์เซเดส–เบนซ์ ยังคงมุ่งมั่นพัฒนารถยนต์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก
หนึ่งในแคมเปญเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเมอร์เซเดส–เบนซ์ คือกิจกรรม “140 Years. 140 Places.” การเดินทางในรูปแบบคาราวานข้ามทวีป พร้อมการเผยโฉม The new S-Class ที่จะนำขบวนไปพบเจอกับผู้ที่หลงใหลในแบรนด์เมอร์เซเดส–เบนซ์ จากทั่วทุกมุมโลก โดยเดินทางขับขี่ด้วยระยะทางรวมกว่า 50,000 กิโลเมตร ผ่าน 6 ทวีปทั่วโลก เริ่มต้นที่ Mercedes-Benz Museum ในเมือง Stuttgart ประเทศเยอรมนี ไปยังมีจุดหมายที่เป็นแลนด์มาร์กสำคัญกว่า 140 แห่ง เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกของ Mercedes-Benz Club และแฟนๆ ทุกคน ได้มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับแบรนด์อย่างใกล้ชิด รวมถึงการจัดกิจกรรม Meet & Greets และการโชว์เคสสุดพิเศษที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ และสำหรับประเทศไทย เราได้รับเลือกเป็นจุดหมายสำคัญของการเดินทางในครั้งนี้ ซึ่งคาราวาน The new S-Class ได้เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยทางจังหวัดอุบลราชธานี ผ่านพื้นที่เขาใหญ่ และเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ โดยมีกำหนดการที่จะมุ่งหน้าสู่หัวหินและหาดใหญ่ ก่อนจะไปยังจุดหมายถัดไปที่ประเทศมาเลเซีย








