นายวัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (Hyundai) กล่าวว่า ยอดขาย 10 เดือน (มกราคม–ตุลาคม) ของปี 2568 อยู่ที่ในระดับ 1,800-1,900 คัน โดยคาดว่าทั้งปีนี้จะปิดตัวเลขยอดขายได้อยู่ที่ 2,300 คัน หรือลดลงราว 35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า จากปัจจัยหลักในด้านการแข่งขันของตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ (D-MPV) ที่ในปีนี้มีผู้เล่นในตลาดเปิดตัวรถยนต์กลุ่มดังกล่าวลงสู่เซกเมนต์เป็นจำนวนมากโดยเฉพาะบริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีน
ทั้งนี้ จากเดิมในตลาด D-MPV มีผู้เล่นในตลาดเพียง 2 ราย แต่ในปีนี้มีเพิ่มขึ้นเป็น 10 ราย ซึ่งส่งผลให้ตลาดดังกล่าวมีการขยายตัวสูงจากปกติอยู่ในระดับ 7,000-9,000 คัน/ปี เป็น 16,000-17,000 คัน หรือคิดเป็นอัตราเติบโตราวเกือบ 1 เท่าตัว ซึ่งแม้ว่าจะมีอัตราการเติบโตที่สูงแต่ก็มีผู้เล่นแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดที่สูงเช่นกัน
ขณะที่ Hyundai Staria เป็นรถยนต์อเนกประสงค์ขนาด 11 ที่นั่ง เสียภาษีนำเข้าในอัตรา 32% ส่วนรถยนต์อเนกประสงค์พลังงานไฟฟ้าจากประเทศจีน เสียภาษีนำเข้าในอัตรา 0% จากข้อตกลงทางการค้าระหว่างไทย–จีน ดังนั้นจึงมีข้อเสียเปรียบในด้านการแข่งขันอยู่บ้าง ซึ่งบริษัทคาดหวังถึงข้อตกลงทางการค้าระหว่างไทย–เกาหลี จะเกิดขึ้นบ้างในแง่ผลิตภัณฑ์ทางด้านยานยนต์
“จากการแข่งขันที่รุนแรงบริษัทจึงต้องทำแคมเปญส่งเสริมการขายและส่วนลดในแต่ละรุ่นตั้งแต่ 300,000 – 500,000 บาท โดยเฉพาะใน Hyundai Staria ที่ไม่เคยทำแคมเปญแรงขนาดนี้มาก่อน”
สำหรับความคืบหน้าโรงงานประกอบรถยนต์และโรงงานประกอบแบตเตอรี่ในประเทศไทยของบริษัท ภายในสิ้นปี 2568 นี้ทั้ง 2 โรงงานจะแล้วเสร็จสมบูรณ์โดยปัจจุบันมีการทดสอบการผลิตและตรวจสอบในขั้นตอนสุดท้ายคาดว่าในช่วงเดือน เมษายน 2569 จะสามารถเริ่มเดินสายพานการผลิตได้
ส่วนของโรงงานแบตเตอรี่ในประเทศไทยถือเป็นการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงจากเกาหลีในด้านการประกอบตั้งแต่เซลล์แบตเตอรี่ซึ่งต้องใช้ทักษะฝีมือแรงงานขั้นสูงและถือได้ว่าเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีมายังประเทศไทย ส่วนโรงงานประกอบรถยนต์ไฟฟ้าจะสามารถผลิตได้ 5,000 คัน/ปี โดยจะเริ่มต้นการผลิตชดเชยการนำเข้ารถยนต์ในมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า EV 3.5 ในเบื้องต้น ซึ่งบริษัทใช้สิทธิ์นำเข้าไปราวกว่า 400 คัน
นอกจากนี้ ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยปี 2568 คาดว่าจะปิดตัวเลขได้อยู่ที่ 600,000 คัน เติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ราว 575,000 คัน ซึ่งในแง่ปริมาณหรือจำนวนคันเพิ่มขึ้นแต่เรื่องมูลค่าราคาคาดว่าจะลดลง เนื่องจากในปีนี้ราคาเฉลี่ยรถยนต์ที่จะขายดีอยู่ที่ราว 500,000 – 600,000 บาท ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายอาจจะต้องเข้ามาดูในรายละเอียด เพราะการแข่งขันของสงครามราคาในระดับรถยนต์ที่มีราคาไม่สูงมากทำให้กำไรต่อคันยิ่งน้อยลงตาม จึงมีผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยมากพอสมควร
อีกทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคที่ไม่ติดยึดกับแบรนด์และมีการเปลี่ยนใจได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์แนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ลงสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เมื่อคำนวนอัตราเฉลี่ยยอดขายในการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใดรุ่นหนึ่งในตลาดอาจะมียอดจองหรือยอดขายเฉลี่ยราว 1,000 คันเท่านั้น รวมถึงระยะเวลาที่ผลิตภัณฑ์ที่จะได้การตอบรับดีลดลง จากเดิมรถยนต์รุ่นใหม่ 1 รุ่นจะมีช่วงระยะเวลาที่ขายดีราว 1 ปี ถึง 1 ปีครึ่ง แต่ปัจจุบันระยะเวลาดังกล่าวสั้นลงมาก ในประเด็นดังกล่าวนี้ก็มีผลต่ออุตสาหกรรมการผลิตในประเทศไทยที่สุดท้ายอาจจะมีการลดรุ่นที่ผลิตในประเทศไทยลงไปเรื่อย ๆ จากจำนวนรุ่นที่มีเยอะมากและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง
ขณะเดียวกัน สงครามราคาที่มีมาอย่างยาวนานในอุตสาหกรรมยานยนต์นั้นส่งผลกระทบต่อทั้งตลาดในประเทศไทย เนื่องจากเมื่อบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์หั่นราคารถยนต์ในระดับ 500,000 – 600,000 บาทก็กระทบไปยังความคิดของลูกค้าที่มีต่อผลิตภัณฑ์ในกลุ่มรถยนต์ทั้งตลาดทุกเซกเมนต์ไม่ว่าจะเทคโนโลยีประเภทใดรวมถึงรถยนต์พรีเมี่ยมก็ด้วยเช่นกัน
ดังนั้น Hyundai ต้องวางกลยุทธ์การกำหนดราคาใหม่ในอนาคต จากประเด็นทั้งหมดข้างต้นที่ในปี 2569 ถือเป็นอีกปีที่มีการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยหลายด้าน ทั้งการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่, เงินอุดหนุนราคารถยนต์ในโครงการ EV 3.5 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนและราคาขายปลีกอย่างแน่นอน ซึ่งในปีหน้าบริษัทมีแผนการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่อีก 3 รุ่นครบทุกเซฏเมนต์
อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดหวังถึงความมั่นคงทางการเมืองและการเลือกตั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยในฐานะนักธุรกิจอยากเห็นความมีเสถียรภาพของประเทศและรัฐบาลในการกำหนดนโยบายที่ชัดเจนและหวังว่าจะช่วยส่งเสริมอุตสาหรรมยานยนต์ของประเทศไทยทั้งระยะสั้นและระยะยาว ทั้งในด้านการสนับสนุนพลังงานทางเลือกชนิดใหม่ในอนาคตอย่างเช่น ไฮโดรเจน ที่ถ้ามองเป็นความน่าสนใจควรจะเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ และการรีไซเคิลแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่ใกล้จะครบอายุผลิตภัณฑ์แล้วที่รัฐบาลต้องมีความชัดเจนในการกำหนดนโยบายไม่เช่นนั้นคงยากที่จะเกิดขึ้นเพราะต้องมีการลงทุนสูงและมีความซับซ้อนทางเทคโนโลยีรวมถึงความคุ้มค่าในการลงทุน






