นายเบนสัน เคอ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (BYD) เปิดเผยว่า ในโอกาสครบรอบการดำเนินงาน 2 ปีของ โรงงาน บีวายดี ประเทศไทย ที่เป็นโรงงานแห่งแรกนอกประเทศจีน มีกำลังการผลิตสูงสุด 150,000 คัน/ปี โดยกลุ่มบริษัทใช้เงินลงทุนในประเทศไทยเป็นมูลค่ารวมประมาณ 34,814 ล้านบาท โดยมีการสร้างอาชีพให้แรงงานไทยด้วยการจ้างงาน 5,234 อัตรา ซึ่งในจำนวนนี้เป็นพนักงานสัญชาติไทยราว 94% ซึ่งโรงงานดังกล่าวตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ จังหวัดระยอง ดำเนินการผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ 5 รุ่น ประกอบด้วย DOLPHIN, ATTO 3, SEAL 5 DM-i, SEALION 5 DM-i และ SEALION 6 DM-i
ทั้งนี้ รถยนต์ทั้ง 5 รุ่นที่ผลิตในโรงงาน บีวายดี ประเทศไทย ได้รับใบรับรอง Made in Thailand จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) สัดส่วนประมาณ 46-50% โดยโรงงานแห่งนี้ยังผลิตทั้งเพื่อการจำหน่ายในประเทศและเพื่อการส่งออก
นายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ ผู้จัดจำหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานใหม่ BYD และ DENZA อย่างเป็นทางการในประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทได้เริ่มดำเนินการทำธุรกิจในประเทศไทยนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2022 จนกระทั่งปัจจุบันมีศูนย์จำหน่ายและบริการจำนวน 175 แห่งทั่วประเทศ พร้อมทั้งมียอดส่งมอบรถยนต์พลังงานใหม่สะสมกว่า 130,000 คัน โดยในปีนี้มีแผนขยายศูนย์จำหน่ายและบริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศทั้ง 77 จังหวัด
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เปิดกลยุทธ์ BYD มุ่งสู่การเป็นแบรนด์จีนที่น่าเชื่อถือที่สุดในประเทศไทย
ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัว BYD SEALION 5 DM-i Standard รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ซึ่งมีราคาอยู่ที่ 699,900 บาท พร้อมการเปิดตัว “หลิงหลิง – ศิริลักษณ์ คอง” พรีเซนเตอร์คนแรกของรถยนต์รุ่นดังกล่าวเพื่อเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ของยนตรกรรมที่สรรค์สร้างขึ้นสำหรับทุกคน ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยสร้างภาพจำอันเด่นชัดให้กับรถยนต์รุ่นนี้ในกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีความหลากหลายยิ่งขึ้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงจุดเด่นของตัวรถที่ตอบสนองอย่างกระฉับกระเฉง และพร้อมเดินทางไกลได้อย่างไร้กังวล เช่นเดียวกับคาแรคเตอร์ของคนรุ่นใหม่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง พร้อมรับทุกความท้าทาย โดยที่ยังคงคำนึงถึงความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม
นายจิรศักดิ์ ชื่นอารมย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด กล่าวว่า ยอดขาย 6 เดือน (มกราคม–มิถุนายน) ของปี 2569 มียอดขายราว 30,000 คัน เติบโตขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเป้าหมายยอดขายทั้งปีนี้อยู่ที่ 70,000 คัน ซึ่งในช่วงครึ่งปีหลังมีแผนการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่อีกราว 2 รุ่น ขณะที่ บริษัทมองว่าเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) เป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคชาวไทย ซึ่งบริษัทคาดว่าจะมีสัดส่วนของเทคโนโลยี DM-i สัดส่วน 40% ของยอดขายรวมในปีนี้
สำหรับ การเติบโตของยอดขายในช่วงครึ่งปีแรกที่ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเป้าหมายในปีนี้ มาจากผลกระทบด้านการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะบริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนที่เปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ลงสู่ตลาดรวมถึงการวางตำแหน่งราคาที่แข่งขันกันรุนแรง
นอกจากนั้น ทิศทางของ รถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) ในประเทศไทยมีกระแสการตอบรับจากผู้บริโภคที่ดีมาก โดยสัดส่วนของรถยนต์ไฟฟ้าปัจจุบันอยู่ที่ราว 29% ของตลาดรถยนต์รวม โดยคาดว่าภายในสิ้นปีนี้สัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าจะอยู่ที่มากกว่า 30% ของตลาดรถยนต์รวมที่คาดว่าปีนี้จะอยู่ที่ราว 650,000 คัน







