Bridgestone ยอมรับต้องปรับตัวเข้าหาบริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนมากขึ้น หลังจากจำนวนแบรนด์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับตัวรับเศรษฐกิจซบกระทบกำลังซื้อผู้บริโภคหันหายางราคาย่อมเยา ล่าสุดเปิดตัวยางรถยนต์สปอร์ตพรีเมียมเสริมทัพ
นายอะกิฮิโตะ อิชิอิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Bridgestone เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การเข้าสู่ตลาดของรถยนต์สัญชาติจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านจนถึงปัจจุบันมีสัดส่วนในตลาดของยางรถยนต์ที่ป้อนเข้าสู่โรงงานผลิต (OEM) มากขึ้น ซึ่งบริษัทได้ซัพพลายยางให้กับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนในประเทศไทยจำนวน 4-5 บริษัท โดยหลังจากนี้บริษัทปรับแผนรุกเข้าหาบริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนและผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น
ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทไม่ได้มีลูกค้าเพียงเฉพาะบริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น แต่ยังมีลูกค้าสัญชาติยุโรป, อเมริกาและสัญชาติอื่นๆรวมถึงตลาดรถยนต์ไฟฟ้าซึ่งบริษัทมีผลิตภัณฑ์ที่รองรับความต้องการในส่วนดังกล่าวแต่ยอมรับว่าความต้องการของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศไทยหลายรายลดลงตามยอดขายของประเทศไทยที่ชะลอตัวลง

“ยอดขายยางรถยนต์ของ บริดจสโตน ในปัจจุบันยังมีส่วนแบ่งทางการตลาดของยาง OEM ในประเทศไทยเป็นอันดับต้น ๆ โดยมองโอกาสของการขยายตลาดสู่ลูกค้าบริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนมากขึ้น รวมถึงการเพิ่มความหลากหลายของยางในตลาดทดแทน (REM) อีกด้วย ทั้งกลุ่มพรีเมียมและประหยัด เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดให้หลากหลายกว่าเดิม”
ขณะที่ สถานการณ์เศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ชะลอตัวต่อเนื่องมีผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคในตลาดยางรถยนต์ในการตัดสินใจเลือกซื้อยางราคาย่อมเยามากยิ่งขึ้น โดยก่อนหน้านี้บริษัทได้ปรับตัวเพื่อรับกับสถานการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น ด้วยการเปิดตัวยางรถยนต์ของแบรนด์ในเครือบริษัทอย่าง Dayton และ Firestone ซึ่งมีราคาเริ่มต้นเพียง 1,990 บาท/เส้น เพื่อตอบสนองความต้องการในกลุ่มดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดหวังว่าสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศจะทยอยปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกสถานการณ์ดังกล่าวยังไม่ส่งผลกระทบต่อยอดขายของบริษัทอย่างมีนัยยะสำคัญเท่าไรนัก
ล่าสุด บริดจสโตน ประเทศไทย ได้เปิดตัวยางรถยนต์สปอร์ตพรีเมียมรุ่นล่าสุด BRIDGESTONE POTENZA SPORT EVO ในงาน IMPACT Speed Fest 2026 ซึ่งได้รับการพัฒนาให้มีระยะเบรกบนถนนเปียกที่สั้นลง 5% บนถนนแห้งที่สั้นลง 2% เสริมความแข็งแกร่งให้หน้ายาง เพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ ประหยัดพลังงานมากกว่าเดิม พร้อมอายุการใช้งานนานขึ้น 15% หรือกว่า 6,000 กิโลเมตร รองรับการใช้งานทั้งรถยนต์สมรรถนะสูงและรถยนต์ไฟฟ้า (EV Ready) โดยมีทั้งหมด 71 ขนาด ให้เลือกตั้งแต่ 18-22 นิ้ว ราคาเริ่มต้น 5,150 บาท






