นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในฐานะ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) เปิดเผยภายหลังการประชุมบอร์ดอีวี วันที่ 10 กันยายน 2569 โดยมี กระทรวงพลังงาน, กระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงการคลัง, คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT), สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA), กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย สภาคอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.), สถาบันยานยนต์ เข้าร่วมประชุม โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน
นอกจากนั้น ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) หลังจากรัฐบาลผลักดันนโยบายมาอย่างต่อเนื่องกว่า 5 ปี ซึ่งปัจจุบันเริ่มเห็นผลอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการยอมรับและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 30%, รถยนต์ไฮบริด (HEV) มีสัดส่วนอยู่ที่ 23% ส่งผลให้เมื่อรวมรถยนต์ทั้ง 2 ประเภทข้างต้น จะมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของรถยนต์จดทะเบียนใหม่ในปีนี้
อีกทั้ง การส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลไม่ได้มองเฉพาะการสร้างความต้องการซื้อรถยนต์ แต่ต้องการสร้าง EV Ecosystem ให้ครบวงจร ตั้งแต่ฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า, การผลิตชิ้นส่วนสำคัญ, ระบบสถานีชาร์จ ที่กระจายทั่วประเทศ รวมถึงการสร้าง Supply Chain ที่เข้มแข็ง โดยผลจากมาตรการที่ผ่านมา ทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน และเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของโลก โดยรัฐบาลจะยังคงปรับนโยบายให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง
สำหรับการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า รัฐบาลไม่ได้จำกัดเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) แต่ครอบคลุมรถยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท ทั้ง HEV, PHEV และ BEV รวมถึงมีมาตรการช่วยให้ผู้ผลิตรถยนต์รายเดิมสามารถเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เทคโนโลยีใหม่ได้
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้หารือเรื่องการบริหารจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้วที่จะเริ่มเข้าสู่ตลาดมากขึ้น โดยจะมีการพัฒนาแพลตฟอร์มมอนิตอร์สุขภาพแบตเตอรี่และระบบ Battery Passport
“เราคุยกันถึงการพัฒนาแพลตฟอร์มที่จะมอนิตอร์แบตเตอรี่ตั้งแต่การเริ่มผลิต ไปจนถึงขั้นที่อยู่ในรถยนต์ และจะนำไปสู่การ Reuse หรือ Recycle แบตเตอรี่บางส่วนอาจไปทำเป็น Second Life ใช้ในระบบเก็บพลังงาน หรือรีไซเคิลเพื่อสกัดเอาแร่มีค่ากลับมาใช้ประโยชน์ต่อ อีกเรื่องคือที่ต้องมาคู่กับการดูแลเรื่องแบตเตอรี่ คือ การกำจัดซากรถ เป็นโอกาสในเชิงธุรกิจที่จะเกิดขึ้นได้เช่นกัน เป็นเรื่องที่บอร์ดจะถกเรื่องนี้ให้มีความชัดเจนมากขึ้น”
ที่ประชุมได้แต่งตั้งอนุกรรมการใหม่ขึ้นมา 2 ชุด ได้แก่
- อนุกรรมการส่งเสริมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ดูแล Supply Chain และการกำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง และการจัดการซาก รมว.อุตสาหกรรม เป็นประธาน
- อนุกรรมการด้านการพัฒนาโครงข่าย Charging Station รมว.พลังงาน เป็นประธาน

สำหรับผลการประชุมวันนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบในหลักการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้ แนวคิด “ปรับภาษีตามการสร้างประโยชน์ประเทศ” ส่งเสริมการผลิตและใช้ชิ้นส่วนในประเทศ เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนของไทยสู่การเป็นฐานการผลิตรถยนต์ระดับโลกในทุกเทคโนโลยี โดยมุ่งให้โครงสร้างภาษีสะท้อนประโยชน์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมากขึ้น ทั้งด้านการลงทุน การผลิต การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ และการจ้างงาน
นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้ปลัดกระทรวงการคลัง เร่งหามาตรการส่งเสริม รถยนต์เชิงพาณิชย์ รถบัส, รถบรรทุก และ รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งยังมีสัดส่วนการใช้น้อย ให้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตในช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางอุตสาหกรรม
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : BOI ยืนยันญี่ปุ่นลงทุนไทยต่อเนื่อง เร่งอัปเกรดฐานผลิต-รับเทคโนโลยีใหม่
ทั้งนี้ ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต เชื่อมการนำเข้ากับการผลิตรถยนต์และการใช้ชิ้นส่วนในประเทศยึดหลักการสำคัญ 5 ด้านได้แก่
- นำเข้าเพื่อดึงดูดการลงทุนระยะยาว (Investment-Driven Import) โดยการผูกเงื่อนไขการนำเข้ากับการลงทุนผลิตจริงในประเทศ
- ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้า (Regional and Global Export Hub) และ
- การยกระดับการใช้ชิ้นส่วนและวัตถุดิบในประเทศที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added Local Content) รวมถึงการส่งเสริมการจ้างงานและพัฒนาทักษะแรงงานไทย
- การสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม (Level Playing Field) ระหว่างรถยนต์ที่ผลิตในประเทศและรถยนต์นำเข้า
- การพัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ (Local Suppliers) เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไทย
ภายใต้โครงสร้างภาษีใหม่ จะกำหนดอัตราภาษีให้แตกต่างกันตามระดับการลงทุน การผลิต และ การสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย โดยมีแนวทางสำคัญ ดังนี้
- รถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ โดยผู้นำเข้าไม่มีโรงงานผลิตในประเทศจะมีอัตราภาษีที่สูงขึ้น
- รถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าโดยผู้ผลิตซึ่งมีโรงงานในประเทศไทยแล้ว แต่มีความจำเป็นต้องนำเข้ารถบางรุ่นเพื่อทดลองตลาด จะกำหนดปริมาณนำเข้า โดยพิจารณาจากการเชื่อมโยงกับมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ผู้ผลิตสร้างในประเทศไทย
- รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศและมีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศระดับปานกลาง แต่ยังไม่สามารถใช้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำคัญที่ผลิตในประเทศได้ โดยเฉพาะรถยนต์ที่มีปริมาณการผลิตน้อย แต่มีศักยภาพพัฒนาไปสู่การใช้ชิ้นส่วนในประเทศเพิ่มขึ้นในอนาคต เช่น รถยนต์กลุ่มพรีเมียม
- รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศและสามารถใช้ชิ้นส่วนในประเทศระดับสูง โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำคัญ
อย่างไรก็ตาม อัตราภาษีจะลดหลั่นตามระดับการลงทุน การผลิต และการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย เพื่อจูงใจให้ผู้ผลิตขยายฐานการผลิตและเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนสำคัญในประเทศ
“ในที่ประชุมไม่ได้มีการหารือเรื่องตัวเลขอัตราภาษีที่ชัดเจน โดยเป็นเพียงการเห็นชอบในหลักการและแนวทางการปรับโครงสร้างภาษี ซึ่งได้มอบหมายให้ กรมสรรพสามิตและกระทรวงการคลัง เป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งไม่ต้องเข้าที่ประชุมบอร์ดอีวีอีก โดยสามารถเสนอโครงสร้างและอัตราภาษีใหม่ เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เป็นผู้พิจารณาได้เลย”
ดร.พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า โครงสร้างภาษีใหม่แบ่งออกเป็น 3-4 ระดับ (Tier) ข้างต้น ซึ่งกลุ่มที่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าจากต่างประเทศโดยผู้นำเข้าไม่มีโรงงานผลิตในประเทศจะมีอัตราภาษีในอัตราสูงที่สุด ซึ่งจะมีการปรับขึ้นเป็นอันดับแรก โดยในที่ประชุม ภาคเอกชนได้มีการหารือกันว่าจะมี “ระยะเวลาผ่อนผัน” (Grace Period) ว่าควรจะเริ่มให้มีผลบังคับใช้เมื่อไร โดยทั้ง 3 สมาคมและภาคเอกชนได้เห็นด้วยกับ บอร์ดอีวี
“การมีระยะเวลาผ่อนผัน นั้นต้องยอมรับว่าการนำเข้ารถยนต์ไม่ใช่สามารถสั่งวันนี้แล้วได้พรุ่งนี้ ต้องมีการวางแผนการผลิตและต้องมีการปรับตัวดังนั้นจะต้องมีการพูดคุยกัน”
กรมสรรพสามิตได้เสนอในที่ประชุม โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ 3 ด้านคือ
- ดึงดูดการลงทุนเพื่อลดการนำเข้ามุ่งเน้นให้การนำเข้ารถยนต์ต้องมาพร้อมกับการวางแผนลงทุนตั้งโรงงานผลิตในประเทศเพื่อลดการนำเข้าในเชิงพาณิชย์เพียงอย่างเดียว
- ส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางส่งออกใช้แพลตฟอร์มการผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาที่ไทยมีความแข็งแกร่งอยู่แล้วเป็นฐานการส่งออกไปยังประเทศต่างๆ
- เพิ่มมูลค่า ชิ้นส่วนในประเทศ หรือ Local Content สนับสนุนการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศไทยและสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยคนไทย
ผู้สื่อข่าวถามว่า กำหนดการที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ระบุว่าจะต้องเสร็จสิ้นการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ภายในสิ้นเดือนกันยายน 2569 นี้ จะเป็นไปได้หรือไม่ ดร.พรชัย ตอบว่า วันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการได้พูดคุยกันครั้งแรก โดยยืนยันว่าจะใช้มาตรการทางภาษีเป็นตัวขับเคลื่อนโดยไม่ได้ใช้งบประมาณในการสนับสนุนดังเช่น มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า EV3.0 และ EV3.5 เหมือนดังเช่นที่ผ่านมา โดยจะใช้ภาษีสรรพสามิตจูงใจให้ผู้ประกอบการสามารถบรรลุเป้าหมายการผลิตในประเทศ





