นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ (AIC) เปิดเผยในงานแถลงนโยบายการเข้ารับตำแหน่งใหม่ (ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ วาระ 2569-2571) ว่า ปริมาณการผลิตรถยนต์ทั่วในโลกในปี 2568 ที่ผ่านมา อยู่ที่ 96.4 ล้านคัน เติบโตขึ้น 4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยปริมาณการผลิตรถยนต์ในภูมิภาคอาเซียนในปีเดียวกันอยู่ที่ 3.65 ล้านคัน ลดลง 2.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ทั้งนี้ ประเทศไทยยังคงเป็นผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 1 ของอาเซียนในปีที่ผ่านมา ด้วยปริมาณการผลิต 1.46 ล้านคัน ลดลง 0.91% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่อันดับการผลิตของโลกประเทศไทยมีอันดับลดลงมาอยู่ที่อันดับที่ 11 ของการผลิตโลก จากปีก่อนหน้าอยู่ที่อันดับ 10 โดยเสียอันดับให้กับประเทศฝรั่งเศส
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : TAIA เปิด 3 ข้อเสนอถึงภาครัฐ “ปกป้อง-ส่งเสริม-กระตุ้น” อุตฯยานยนต์ไทย
สำหรับการผลิตของประเทศไทยแบ่งตามประเภทรถในปี 2568 ที่ผ่านมา ประเทศไทยผลิต รถกระบะ และ รถกระบะดัดแปลง (PPV) รวมกันสัดส่วนอยู่ที่ 61%, รถยนต์นั่ง 37% และอื่น 2%
ส่วนการผลิตรถยนต์ของประเทศไทยแบ่งตามประเภทพลังงาน โดยในปี 2568 ประเทศไทยเริ่มก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์สมัยใหม่ ซึ่งมีสัดส่วนการผลิตรถยนต์นั่ง xEV รวมกันมากกว่า 55% ซึ่งมากกว่ารถยนต์นั่งสันดาปภายในที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 45%
“สถานการณ์การผลิตที่ลดลงเกิดจากปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงและความเข้มงวดของการอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงินนับตั้งแต่หลังโควิด-19 ซึ่งยอดขายในประเทศไทยก็ถดถอยลงเรื่อย ๆ”
หากย้อนกลับไปดูข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี (2559-2569) ประเทศที่ผลิตรถยนต์สูงสุดของโลกคือ ประเทศจีน ที่คาดการณ์การผลิตในปี 2569 อยู่ที่ 34.53 ล้านคัน เติบโตขึ้น 23% จากปี 2559 ขณะที่ประเทศไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีการผลิตลดลง 25% จากปี 2559 โดยคาดว่าในปี 2569 ประเทศไทยจะมีการผลิตอยู่ที่ 1.45 ล้านคัน
ขณะที่ กลุ่มฯ มองว่าสถานการณ์การผลิตรถยนต์ของประเทศไทยอาจกลับสู่เป้าหมาย 2 ล้านคันได้ยากในระยะเวลาอันสั้นเนื่องจากยังมีปัจจัยกดดันปริมาณการผลิตอย่างต่อเนื่องจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ
นายสุวัชร์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีแนวโน้มเผชิญภาวะกำลังการผลิตล้นตลาด (Over Capacity) เนื่องจากการเปิดโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงจากรถยนต์นำเข้า ซึ่งปัจจุบันกำลังการผลิตรถยนต์ของประเทศไทยในปัจจุบันอยู่ที่มากกว่า 3 ล้านคัน แต่การผลิตที่เกิดขึ้นจริงในปี 2568 มีสัดส่วนไม่ถึง 50% ของกำลังการผลิต
ปริมาณกำลังการผลิตรถยนต์ของประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังจากมาตรการ EV3.0 และ EV3.5 เนื่องจากต้องมีการผลิตเพื่อชดเชยการนำเข้า สวนทางกับปริมาณการผลิตที่ลดลงเนื่องจากสภาพตลาดที่หดตัวรวมถึงการส่งออกที่ยังคงผันผวนรุนแรง โดยปริมาณรถยนต์นำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง กดดันให้ผู็ผลิตภายในประเทศจำเป็นต้องปรับลดกำลังการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาด







