นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ยอดขายรถยนต์ ในประเทศไทย เดือนกันยายน 2569 มียอดขายอยูที่ 55,255 คัน เติบโตขึ้น 14.28% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยเติบโตขึ้นจากปัจจัยหลักของยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตขึ้นกว่า 81% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้าหรือมียอดขายอยู่ที่ 16,626 คัน
ขณะที่ รถกระบะยังคงมียอดขายลดลง 7.11% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า หรืออยู่ที่ 10,315 คัน จากการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินอันเนื่องมาจากเศรษฐกิจในประเทศเติบโตในอัตราต่ำ กำลังซื้ออ่อนแอเพราะค่าครองชีพสูงและแรงงานในอุตสาหกรรมการผลิตรถกระบะที่ใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศกว่า 90% ทำให้อุตสาหกรรมสนับสนุนที่เป็นซัพพลายเชนรถกระบะทั้งที่เป็นบริษัทคนไทยและบริษัทญี่ปุ่นผลิตลดลงเช่นกัน
รวมถึงยังมีพนักงานขายและช่างของโชว์รูมรถกระบะ พนักงานสถาบันการเงิน พนักงานขายประกัน เจ้าของและพนักงานขายอุปกรณ์ตกแต่ง ฟิล์มกันความร้อนก็มีรายได้ลดลง รัฐบาลก็เก็บภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีรายได้นิติบุคคล ภาษีรายได้บุคคลธรรมดาลดลงไปด้วย ทำให้งบประมาณรายจ่ายประจำปีติดลบมากขึ้น ฐานะการคลังลดความแข็งแกร่งลงรัฐบาลต้องกู้เงินจนหนี้สาธารณะสูงเกือบติดเพดาน
ปัจจุบันการผลิตรถกระบะใช้กำลังการผลิตไม่ถึง 60% การผลิตรถกระบะเป็นการย้ายฐานการผลิตจากประเทศญี่ปุ่นมาผลิตในประเทศไทยแห่งเดียว เพื่อผลิตส่งออกไปกว่า 120 ประเทศ โดยมีสัดส่วนกว่า 60% ของจำนวนรถยนต์ที่ส่งออก
เพราะรัฐบาลเพิกเฉยต่อปัญหารถกระบะที่ลดลงมาเป็นเวลากว่า 3 ปีทำให้ผลิตลดลงกว่า 300,000 คัน แสดงถึงความละเลยเพิกเฉยในหน้าที่และความรับผิดชอบของรัฐบาลที่ไม่สามารถรักษาการจ้างงานที่มีอยู่แล้วให้คงอยู่ได้ ย่อมส่งผลต่อความยั่งยืนในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เศรษฐกิจของประเทศไทยจึงเติบโตในอัตราต่ำ และต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศในอาเซียน ส่งผลให้การลงทุนจากต่างประเทศและนักลงทุนในประเทศเติบโตต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาหลายปี การสร้างงานจึงเกิดขึ้นน้อยมาก เมื่อรวมกับการไม่สามารถรักษางานที่มีอยู่แล้ว จึงส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตในอัตราสูงได้อย่างยั่งยืน
กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ขอเสนอรัฐบาลช่วยเหลือการผลิตรถกระบะที่ปีนี้จะได้รับผลกระทบจากการส่งออกไปที่ตลาดตะวันออกกลางจากสงครามในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นกว่า 9 เดือนแล้ว ส่งผลให้ส่งออกรถกระบะที่ปีที่แล้วมีมากกว่า 100,000 คันลดลงไปแล้ว 33,118 คัน หรือลดลง 37.73% ของยอดส่งออกรถกระบะไปตลาดตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ ขอให้กระตุ้นให้มีการปล่อยสินเชื่อซื้อรถกระบะในประเทศมากขึ้นจากปีที่แล้ว ซึ่งจะทำให้การผลิตรถกระบะไม่ลดลงจากปีที่แล้ว ซึ่งจะส่งผลให้ซัพพลายเชนทั้งหลายยังคงรักษาจำนวนการผลิตชิ้นส่วนได้ สามารถรักษาการจ้างงานและอาจเพิ่มการจ้างงานได้ด้วยเมื่อเศรษฐกิจเติบโตดีขึ้น การลงทุนเพิ่มขึ้น รัฐบาลเก็บภาษีได้มากขึ้น หนี้สาธารณะลดลง หนี้ครัวเรือนลดลง หนี้เสียลดลง สถาบันการเงินเข้มแข็งขึ้น เป็นการเริ่มต้นเศรษฐกิจเติบโตจนประเทศไทยหลุดพ้นจากประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงเป็นประเทศพัฒนาร่ำรวยแล้วเร็วขึ้น ทั้งหมดนี้อยู่ที่ความสามารถของผู้นำรัฐบาลที่หลายประเทศได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างความเจริญเติบโตของประเทศให้มากกว่าหรือน้อยกว่าประเทศอื่นได้
อีกทั้ง เรียกร้องให้รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตให้เป็นธรรมกับผู้ประกอบการที่ลงทุนผลิตรถยนต์สันดาปภายในและรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อปกป้องและส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ประเทศไทยให้เติบโตเป็นฐานผลิตยานยนต์และส่งออกยานยนต์ที่สำคัญประเทศหนึ่งของโลกต่อไป
สำหรับ รถยนต์นั่งและรถยนต์อนกประสงค์ มียอดขายอยู่ที่ 39,907 คัน หรือคิดเป็น 72.22% ของยอดขายทั้งหมด และเพิ่มขึ้น 25.80% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยแบ่งเป็น
- รถยนต์นั่งและรถยนต์อเนกประสงค์สันดาปภายใน (ICE) อยู่ที่ 7,776 คัน หรือคิดเป็น 14.07% ของยอดขายทั้งหมด ลดลง 14.50% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า
- รถยนต์นั่งและรถยนต์อนกประสงค์ไฟฟ้า (BEV) อยู่ที่ 16,404 คัน หรือคิดเป็น 29.69% ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้น 80.13% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า
- รถยนต์นั่งและรถยนต์อนกประสงค์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) อยู่ที่ 1,497 คัน หรือคิดเป็น 2.71% ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้น 137.24% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า
- รถยนต์นั่งและรถยนต์อนกประสงค์ REEV อยู่ที่ 117 คัน หรือคิดเป็น 0.21% ของยอดขายทั้งหมด ลดลง 21.48% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า
- รถยนต์นั่งและรถยนต์อนกประสงค์ไฮบริด (HEV) อยู่ที่ 14,113 คัน หรือคิดเป็น 25.54% ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้น 10.78% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า
สำหรับยอดขายรถกระบะแบ่งเป็น
- รถกระบะ (Pickup 1 Ton) อยู่ที่ 5,003 คัน หรือคิดเป็น 9.05% ของยอดขายทั้งหมด ลดลง 11.50% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า
- รถกระบะ BEV (Pickup 1 Ton) อยู่ที่ 6 คัน โดยในเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้าไม่มีการจำหน่าย
- รถกระบะดับเบิลแค็บ อยู่ที่ 5,106 คัน หรือคิดเป็น 9.24% ของยอดขายทั้งหมด ลดลง 4.95% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า
- รถกระบะดับเบิลแค็บ BEV อยู่ที่ 197 คัน หรือคิดเป็น 0.36% ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้น 310.42% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า
ส่วนรถ PPV อยู่ที่ 2,564 คัน ลดลง 19.65% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ยอดขายรถยนต์ สะสม 9 เดือน (มกราคม–กันยายน) ของปี 2569 มียอดขายรวมสะสมอยู่ที่ 521,226 คัน เพิ่มขึ้น 16.35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยแบ่งเป็น
- รถยนต์นั่งและรถยนต์อเนกประสงค์สันดาปภายใน (ICE) อยู่ที่ 77,837 คัน หรือคิดเป็น 14.93% ของยอดขายทั้งหมด ลดลง 20.20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
- รถยนต์นั่งและรถยนต์อนกประสงค์ไฟฟ้า (BEV) อยู่ที่ 161,532 คัน หรือคิดเป็น 30.99% ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้น 98.56% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
- รถยนต์นั่งและรถยนต์อนกประสงค์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) อยู่ที่ 9,798 คัน หรือคิดเป็น 1.88% ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้น 45.28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
- รถยนต์นั่งและรถยนต์อนกประสงค์ REEV อยู่ที่ 1,312 คัน หรือคิดเป็น 0.25% ของยอดขายทั้งหมด ลดลง 126.21% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
- รถยนต์นั่งและรถยนต์อนกประสงค์ไฮบริด (HEV) อยู่ที่ 116,431 คัน หรือคิดเป็น 22.34% ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้น 13.95% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า
สำหรับยอดขายรถกระบะ แบ่งเป็น
- รถกระบะ (Pickup 1 Ton) อยู่ที่ 47,552 คัน หรือคิดเป็น 9.12% ของยอดขายทั้งหมด ลดลง 16.11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
- รถกระบะ BEV (Pickup 1 Ton) อยู่ที่ 31 คัน โดยในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าไม่มีการจำหน่าย
- รถกระบะดับเบิลแค็บ อยู่ที่ 53,681 คัน หรือคิดเป็น 10.30% ของยอดขายทั้งหมด ลดลง 7.60% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า
- รถกระบะดับเบิลแค็บ BEV อยู่ที่ 1,704 คัน หรือคิดเป็น 0.33% ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้น 219.10% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า
ส่วนรถ PPV อยู่ที่ 29,512 คัน ลดลง 4.91% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม มองว่ายอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า BEV ในปี 2569 ในประเทศไทยจะอยู่ที่มากกว่า 2.2 แสนคันได้ จากปีก่อนอยู่ที่ 1.2 แสนคัน โดยมาจาก 2 ปัจจัย ได้แก่ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ การปรับโครงสร้างสรรพสามิตรถยนต์นำเข้าสำเร็จรูปใหม่ จะเป็นตัสเร่งมห้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อในปีนี้








