ม.ร.ว. ศศิพฤนท์ จันทรทัต กรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท เพลินจิตพาณิชย์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ ลูคัส (LUKAS) เปิดเผยว่า บริษัทร่วมกับ Shanghai Launch Design บริษัทวิจัยและพัฒนารถยนต์และยานยนต์ไร้คนขับสัญชาติจีน ใช้ระยะเวลากว่า 2 ปี ในการวิจัยและพัฒนารวมถึงออกแบบผลิตภัณฑ์และการทดสอบคุณภาพ จนกระทั่งนำเข้าชิ้นส่วนและประกอบเป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าแบรนด์ดังกล่าวเป็นครั้งแรก
ทั้งนี้ เพลินจิตพาณิชย์ ในฐานะผู้ร่วมพัฒนาและเจ้าของแบรนด์ รับผิดชอบด้านการจำหน่าย, การตลาด และการสร้างแบรนด์ LUKAS ในประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียน ตั้งเป้ายอดขายปีแรกไว้ที่ 3,000 – 4,000 คัน โดยได้มีการเปิดตัวมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า K-Series จำนวน 2 รุ่น ได้แก่ LUKUS K1 ราคาอยู่ที่ 69,900 บาท และ LUKUS K2 ราคาอยู่ที่ 88,000 บาท
นอกจากนี้ ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า K-Series จับกลุ่ม พนักงานบริษัท, นักเรียน–นักศึกษา และ แมสเซนเจอร์–เดลิเวอรี่ ที่มีไลฟ์สไตล์การใช้งานในเมืองเป็นหลัก เฉลี่ยราวไม่เกิน 100 กิโลเมตร/วัน ด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์สไตล์สกู๊ตเตอร์ และแบตเตอรี่แบบ LFP ขนาด 72V/24Ah จำนวน 2 ก้อน ระยะทางการวิ่งรวมสูงสุด 120 กิโลเมตร รองรับการชาร์จ AC Type 2 (เฉพาะในรุ่น K2) สามารถชาร์จไฟฟ้าจาก 30-80% ในระยะเวลา 1 ชั่วโมง มีความเร็วสูงสุด 95 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในรุ่น K2 พร้อมระบบป้องกันการลื่นไถล Traction Control System (TCS) และดิสเบรก หน้า–หลัง
“มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของเราสามารถจดทะเบียนได้และมีรถพร้อมส่งมอบรวมถึงสามารถเป็นเจ้าของได้ในรูปแบบการจัดไฟแนนซ์”
ขณะที่ มีแผนการขยายเครือข่ายผู้จำหน่าย (ดีลเลอร์) ในปีแรกไว้อยู่ที่ 20 แห่ง ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล และจะเพิ่มเป็น 100 แห่งภายใน 2-3 ปี จากนี้ โดยได้วางแผนการบริการหลังการขายรวมถึงระบบสั่งซื้อและบริหารสต๊อคอะไหล่ออนไลน์ อีกทั้งการทำงานร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจสถาบันการเงิน (ไฟแนนซ์) อย่างใกล้ชิด เพื่อสนับสนุนดีลเลอร์และรองรับความต้องการของผู้บริโภค
สำหรับ บริษัทมองเห็นโอกาสทางธุรกิจของตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยที่มียอดขายใกล้เคียงระดับ 2 ล้านคันทุกปี โดยมียอดจดทะเบี่ยนมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าใหม่ราว 25,000 คัน/ปี และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งหากถึงจุดเปลี่ยนผ่านของตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยไปสู่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจะเป็นช่องว่างทางธุรกิจอย่างมากที่บริษัทสามารถมีส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มดังกล่าวได้

ม.ร.ว. ศศิพฤนท์ กล่าวถึง การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าใหม่ ว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยโดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดจากรถยนต์สันดาปภายใน ในขณะที่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอาจจะเปลี่ยนแปลงช้ากว่าแต่เริ่มเห็นทิศทางมากขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันยานยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ายังคงต้องการการสนับสนุนจากรัฐบาลเพื่อนำไปสู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม ซึ่งที่ผ่านมามาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า EV3.0 และ EV3.5 ช่วยสร้างตลาดยานยนต์ไฟฟ้าให้เกิดขึ้นจากเงินสนับสนุนให้มีราคาที่เข้าถึงง่าย
“ในฐานะนักการเงินมองว่าผู้ประกอบการทุกฝ่ายที่อยู่ในอุตสาหกรรมการผลิตยานยนตสันดาปภายใน ได้ประโยชน์มาโดยตลอด ดังนั้นจะต้องมีการปรับตัวเพราะยังไงแล้วก็หนีไม่พ้นยานยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ยิ่งต้องปรับตัวเพราะอย่างไรแล้วสุดท้ายยานยนต์ไฟฟ้าก็ต้องใช้ชิ้นส่วนในประเทศไทย (Local Content)”
Mr. Wang Xun Chairman Shanghai Launch Design กล่าวว่า ช่วงแรกของการจำหน่ายมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า K-Series ในประเทศไทยได้มีการจ้างบริษัทผู้ผลิตในประเทศไทยเพื่อผลิตให้กับบริษัท โดยบริษัทได้ส่งนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญมาควบคุมคุณภาพการผลิตอย่างใกล้ชิด ซึ่งมีการนำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบในประเทศไทยเพื่อส่งมอบให้กับลูกค้าในทันที
สำหรับแผนการลงทุนของบริษัทในการก่อตั้งโรงงานผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในประเทศไทย อยู่ระหว่างการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยใช้เงินลงทุน 10 ล้านหยวน (หรือคิดเป็นมูลค่าราว 50 ล้านบาท) ซึ่งมีกำลังการผลิตรวม 20,000 คัน/ปี คาดว่าจะเริ่มผลิตได้ในช่วงเดือน พฤษภาคม 2570 เพื่อรองรับตลาดในประเทศไทย และจะมีการส่งออกไปยังตลาดในภูมิภาคอาเซียน
ขณะเดียวกัน บริษัทมีแผนการพัฒนาระบบซัพพลายเชนจ์ด้านมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในประเทศไทยในอนาคต ซึ่งยอมรับว่าปัจจุบันยังต้องพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศเป็นหลัก เนื่องจากชิ้นส่วนในการผลิตส่วนใหญ่ทั้งรถยนต์ไฟฟ้าและมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศไทยยังไม่สามารถผลิตเพื่อป้อนเข้าสู่ฐานการผลิตในประเทศไทยได้ซึ่งต้องใช้เวลาในการพัฒนา

“ประเทศไทยถือเป็นหมุดหมายแรกในการเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากประเทศจีน เช่นเดียวกับบริษัทที่เลือกมาลงทุนในประเทศไทย แต่ปัจจุบันต้องยอมรับว่าระบบซัพพลายเชนจ์ของธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ยังอยู่ในประเทศจีนเป็นหลัก โดยบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยทั้งหลายอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบซัพพลายเชนจ์ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย”
นอกจากนั้น บริษัทมั่นใจว่าประเทศไทยมีความพร้อมด้านระบบซัพพลายเชนจ์ของอุตสาหกรรมยานยนต์เพราะเป็นฐานการผลิตรถยนต์มาอย่างยาวนาน ซึ่งมองว่าหากมีการสนับสนุนจากรัฐบาลจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากประเทศไทยมีพื้นฐานที่ดีบริษัทจึงได้ตัดสินใจมาลงทุน
อีกทั้ง ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการพัฒนาแบตเตอรี่สำหรับรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่มีระยะทางการวิ่งได้มากกว่า 150 กิโลเมตร/ชาร์จ
อย่างไรก็ตาม บริษัทเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการวิจัยและพัฒนาด้านการออกแบบของแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำในรุ่นต่าง ๆ ของจีน อาทิ BYD ATTO3, XPENG P7, AVATR 12, VINFAST VF 3 เป็นต้น
Mr. Wang Xun กล่าวว่า การเข้ามาก่อตั้งบริษัทในประเทศไทยบริษัทมีความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจในฐานะเป็นบริษัทผู้พัฒนารถยนต์ให้กับผู้ที่สนใจลงทุนเป็นเจ้าของแบรนด์ ซึ่งเปิดรับทุกโอกาสทุกความเป็นไปได้ทางธุรกิจ ซึ่งอาจจะมีการร่วมมือกับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนในประเทศไทย หรือรับจ้างออกแบบรถยนต์, ระบบส่งกำลัง รวมถึง กระบวนการผลิตทั้งกระบวนการให้กับผู้ที่สนใจพัฒนาผลิตภัณฑ์ในฐานะเจ้าของแบรนด์ ซึ่งบริษัทมีความสามารถในทุกด้านโดยเฉพาะการผลิตและซัพพลายเชนจ์ครบวงจร









