เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ถือเป็นครั้งแรกที่ บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด (VOLVO) ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการต่อสื่อมวลชนเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เกิดกรณีตรวจพบปัญหาความร้อนแบตเตอรี่ของ Volvo EX30 ในประเทศไทย จำนวน 1,668 คัน ในช่วงต้นปี 2569 และหลังจากนั้นเกิดเหตุเพลิงไหม้รถยนต์รุ่นดังกล่าวจำนวน 2 คัน โดยมีทีมผู้บริหารเข้าร่วมการแถลงข่าวดังนี้
- คริส เวลส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด
- ภัทรพงษ์ อาชะปาละศิริ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด
- ถนอมศักดิ์ สันทนาประสิทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค และบริการหลังการขาย บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด
- นิชานันท์ ปัญญา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด
คริส เวลส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทต้องขออภัยต่อลูกค้าผู้ใช้งาน Volvo EX30 ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งอาจจะไม่ได้รับความสะดวกในการใช้งานจากการต้องกำจัดการชาร์จไฟฟ้าไม่เกิน 70% ภายใต้เงื่อนไขด้านความปลอดภัยระหว่างการรอเข้ารับการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : สรุปไทม์ไลน์กรณีปัญหา Volvo EX30 ในไทยแบรนด์ทำอะไรบ้าง ?
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาบริษัทได้ทุ่มทุกสรรพกำลังขององค์กรเพื่อโฟกัสการเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่แรงดันสูง เนื่องจากบริษัทถือว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องด้านมาตรฐานความปลอดภัย โดยได้มีการเปลี่ยนทั้งหมด 3 โมดูล ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการฝึกอบรมด้านรถยนต์ไฟฟ้าตามมาตรฐานของแบรนด์ในระดับโลก
“เราหยุดทุกอย่างทั้งในด้านแผนธุรกิจและการตลาดเพื่อมาโฟกัสที่การเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่ โดยให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาแะรับรองความปลอดภัยให้กับลูกค้า”
ปัจจุบันบริษัทได้ดำเนินการเปลี่ยนแบตเตอรี่ไปแล้วกว่า 915 คัน หรือคิดเป็น 55% ของ 1,668 คัน ในประเทศไทย ที่เข้าข่ายต้องเข้ารับการเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่ โดยยอมรับว่าแม้ความคืบหน้าการเปลี่ยนแบตเตอรี่จะคืบหน้าไปมาก แต่ปัจจุบันยังมีลูกค้าบางส่วนยังปฏิเสธการเข้ารับการเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่ รวมถึงยังมีบางส่วนที่ชาร์จไฟฟ้าเกิน 70% อยู่
ดังนั้น บริษัทจะยังคงดำเนินการติดต่อลูกค้าที่ปฏิเสธการเข้ารับการเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่ต่อไปเพื่อเชิญให้เข้ามารับการเปลี่ยน ส่วนผู้ที่ชาร์จไฟฟ้าเกิน 70% บริษัทยืนยันว่ามีการเก็บข้อมูลพฤติกรรมการชาร์จของลูกค้ากลุ่มดังกล่าวผ่านระบบคลาวด์ (Cloud) ที่ส่งข้อมูลจากตัวรถมายังบริษัท โดยเพื่อความปลอดภัยขอความร่วมมือให้ลูกค้าผู้ใช้งานกลุ่มดังกล่าวจำกัดการชาร์จไฟฟ้าไม่เกิน 70% เพื่อความปลอดภัย (ระหว่างรอเข้ารับการเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่)
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : สรุปประเด็น สคบ. เรียก วอลโว่ เข้าชี้แจงกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ Volvo EX30
บริษัทคาดว่าจะสามารถเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่ให้แล้วเสร็จทั้งหมดได้ภายใน 31 สิงหาคม 2569 โดยหลังจากนั้นจึงจะมีการพิจารณาอีกครั้งในการนำรถยนต์ดังกล่าวมาจำหน่าย
ด้านแผนฟื้นฟูภาพลักษณ์แบรนด์หลังจากนี้บริษัทได้มีการพูดคุยกับ วอลโว่ สำนักงานใหญ่ อย่างใกล้ชิด ถึงแผนการดำเนินงานและการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค แต่ขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะกล่าวถึงในประเด็นดังกล่าว โดยมุ่งมั่นในการเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่ เพราะมาตรฐานด้านความปลอดภัยคือสิ่งสำคัญของแบรนด์
“บริษัทยืนยันว่า VOLVO ยืนยันว่าจะดำเนินธุรกิจในประเทศไทยในระยะยาวอย่างแน่นอน แต่ยอมรับว่าการฟื้นฟูภาพลักษณ์แบรนด์อาจจะไม่สำเร็จได้ภายในระยะเวลาอันสั้น”
ที่ผ่านมาบริษัทได้ทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) อย่างใกล้ชิด โดยได้มีการนำเสนอถึงแผนการดำเนินงานและการดูแลผู้บริโภค ซึ่งยืนว่าจะไม่มีการซื้อคืนผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นกระบวนการโดยทั่วไปของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ และได้ดำเนินการตามขั้นตอนและแนวทางปฏิบัติเหมือนกันทั่วโลก
ขณะที่ ในปี 2569 นี้จะมีการทบทวนปรับปรุงตัวเลขยอดขายในประเทศไทยอย่างแน่นอน โดยต้องยอมรับว่าจากกรณีดังกล่าวมีผลกระทบต่อยอดขายของบริษัท แต่ยืนยันว่าไม่ถึงขั้นที่ยอดขายเป็น 0 ยังพอมีการซื้อขายเกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาอยู่บ้าง ซึ่งบริษัทได้ทำงานร่วมกับ วอลโว่ สำนักงานใหญ่ ประเทศสวีเดน อย่างใกล้ชิด โดยมอบนโยบายมาให้ว่าสำนักงานใหญ่ไม่ได้มองถึงประเด็นด้านตัวเลขยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ให้จัดการดูแลลูกค้าที่ได้รับผลกระทบเป็นอันดับแรกก่อน
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : วอลโว่ เตรียมเรียกคืน Volvo EX30 เข้าแก้ปัญหา 1,668 คัน ในไทย
นอกจากนั้น บริษัทยังออกมาตรการช่วยเหลือผู้แทนจำหน่าย (ดีลเลอร์) โดยมีการออกค่าใช้จ่ายด้านดอกเบี้ยและมีการเจรจากับพันธมิตรทางธุรกิจสถาบันการเงินให้กับดีลเลอร์ รวมถึงยกเลิกเป้าการขาย และยังคงการอัดฉีดการคิดคำนวนโบนัสการขายต่อเนื่อง เพื่อให้ดีลเลอร์โฟกัสการดูแลการให้บริการเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่ให้กับลูกค้าและช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของดีลเลอร์ให้ผ่านพ้นสถานการณ์ในช่วงเวลานี้ไปได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อลูกค้าเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่ไปแล้วจะมีการขยายระยะเวลาการรับประกันแบตเตอรี่และการรับประกันคุณภาพของตัวรถหรือไม่ ทางผู้บริหาร วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) ตอบว่า การรับประกันยังคงเป็นไปตามสัญญา ณ วันที่ซื้อรถวันแรก ไม่มีการขยายระยะเวลาการรับประกันใด ๆ เพิ่มเติม ซึ่งการดำเนินการเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่ดังกล่าวบริษัทรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่ทั้งหมด 100%

อีกทั้งบริษัทขอชี้แจงในประเด็น ค่าสุขภาพของแบตเตอรี่ หรือ State of Health (SOH) เมื่อเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่ใหม่ทั้งหมดแล้ว จะยังคงเป็นค่าเดิมเช่นเดียวกับก่อนการเปลี่ยน เนื่องจากไม่มีการเปลี่ยน Battery Energy Control Module (BECM) เพราะชิ้นส่วนดังกล่าวนี้ไม่ได้พบปัญหาข้อบกพร่อง โดยเมื่อเปลี่ยนแบตเตอรี่แล้วสามารถชาร์จไฟฟ้าได้ 100% ตามปกติ
“บริษัทขอยืนยันว่าหลังจากลูกค้าทั้ง 1,668 คัน ที่เปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่ไปจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก”
สำหรับ ประเทศไทยถือเป็นประเทศแรก ๆ ในโลกที่สามารถเริ่มเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้ และจะเป็นประเทศแรก ๆ ที่จะเปลี่ยนแล้วเสร็จ โดยที่ผ่านมาที่ ศูนย์กระจายสินค้าและฝึกอบรม วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย (Volvo Car Thailand Central Distribution & Training Center) บางนา-ตราด กม. 23 ได้มีการพัฒนากระบวนการเปลี่ยนแบตเตอรี่จากในช่วงแรกที่ใช้ระยะเวลา 6.8 ชั่วโมง/คัน ลดลงเหลือ 3 ชั่วโมงต่อคันในปัจจุบัน และได้มีการเพื่มศักยภาพการเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่แรงดันสูงใน Volvo EX30 ด้วยการวางระบบและกระบวนการบริหารจัดการ ซึ่งสามารถเพิ่มศักยภาพได้เป็นสูงสุด 15 คัน/วัน ซึ่งการวางระบบกระบวนการบริหารจัดการของประเทศไทยถือเป็นต้นแบบการจัดการปัญหาที่ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียใช้เป็นแนวทางปฏิบัติและเดินทางมาศึกษาการทำงาน
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และตัวแทนผู้บริโภค Volvo EX30 ได้เดินทางมายัง ศูนย์กระจายสินค้าและฝึกอบรม วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย (Volvo Car Thailand Central Distribution & Training Center) บางนา-ตราด กม. 23 โดยคณะผู้บริหารวอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ให้การต้อนรับโดยผู้เข้าร่วมได้รับฟังรายละเอียดขั้นตอนการเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่สำหรับรถ Volvo EX30 ในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ พร้อมชมโมดูลแบตเตอรี่จริง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นในการสื่อสารข้อมูลอย่างโปร่งใส และสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าตลอดกระบวนการดูแลและสนับสนุนหลังการขายของบริษัท









