ถือฤกษ์งามยามเหมาะ “7.7.7.” วันที่ 7 เดือน 7 เวลา 7 โมง ในการเปิดตัว New YAMAHA R7 รถจักรยานยนต์กลุ่มซูเปอร์สปอร์ตในตระกูล R-Series ซึ่งการเปิดตัวรุ่นใหม่ครั้งนี้เป็นเจนเนอเรชั่นที่ 2 หลังจากเริ่มทำตลาดมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2021 สำหรับรถจักรยานยนต์รุ่นดังกล่าวถือว่าเป็นตัวแทนของ R6 ที่ยุติการทำตลาดไปก่อนหน้านี้ และถือว่าเป็น “พี่รอง” ต่อจาก “พี่ใหญ่” อย่าง R9 ที่ได้เปิดตัวรุ่นใหม่ไปในช่วงปี 2025 ที่ผ่านมา
ก่อนจะไปถึงการปรับเปลี่ยนและการรีวิวของรถจักรยานยนต์คันนี้ ขอแวะไปไล่เรียงรุ่นรถในตระกูล R-Series กันเพื่อให้เห็นภาพไลน์อัปโมเดลที่มีในกลุ่มซูเปอร์สปอร์ตของยามาฮ่า ซึ่งมีรุ่นต่าง ๆ ดังนี้
- YAMAHA YZF-R15 (เครื่องยนต์ 155 ซีซี.)
- YAMAHA YZF-R3 (เครื่องยนต์ 300 ซีซี.)
- YAMAHA YZF-R7 (เครื่องยนต์ 689 ซีซี.)
- YAMAHA YZF-R9 (เครื่องยนต์ 890 ซีซี.)
New YAMAHA YZF-R7 โฉมปี 2026 นี้ ถือเป็นรุ่นที่มีการปรับเปลี่ยนในรายละเอียดเยอะมาก โดยเฉพาะได้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีล้ำสมัยจากพี่ใหญ่มาใส่เอาไว้ในรถคันนี้ รวมถึงการถ่ายทอด DNA จากสนามแข่งมาสู่รถซูเปอร์สปอร์ตที่ให้ฟิลลิ่งการขับขี่ทั้งความสนุก ความมันส์ และ สามารถใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน ถ้าจะนับทั้งหมดแล้วนั้นมีฟีเจอร์ใหม่ทั้งหมด 23 รายการ
รถคันนี้มาพร้อม 2 สีให้เลือกได้แก่ Midnight Black และ Icon Blue ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 345,000 บาท (ปรับราคาเพิ่มขึ้นจากรุ่นก่อนหน้า 6,000 บาท) นอกจากนั้น ยังมาพร้อมรุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 70 ปี ยามาฮ่า (NEW YAMAHA R7 70th Anniversary) ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 348,000 บาท (ปรับราคาเพิ่มขึ้นจากรุ่นก่อนหน้า 9,000 บาท)
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เปิดรายละเอียด-ภาพรถคันจริง NEW YAMAHA R7 ปรับฟีเจอร์ใหม่ 23 รายการ
หลักใหญ่ใจความสำคัญของการปรับเปลี่ยนที่จะหยิบยกขึ้นมาแบ่งออกเป็นหัวข้อหลัก ๆ 3 หมวด คือ
- ดีไซน์
- สมรรถนะ
- เทคโนโลยี
เริ่มต้นที่ ดีไซน์คันนี้มีการปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดภายใต้หลักคิด Slim & Compact คือต้องเพียวและบางที่สุดในตระกูลซูเปอร์สปอร์ตเพื่อให้คล่องตัวควบคุมรถได้ง่าย มีการพัฒนาแชสซีใหม่ด้วยการปรับปรุงค่าความแข็งแรง (Rigidity) รวมถึงปรับดีไซน์ถังน้ำมัน แฟริ่งด้านหน้า–ข้าง เฟนเดอร์ หน้า–หลัง ตัวรถมีขนาดความสูงเบาะ (Seat Height) ลดลง 5 มม. ความสูงจากพื้นถึงเครื่องยนต์ (Ground Clearance) เพิ่มขึ้น 5 มม. รวมถึงการปรับอาศาแผงคอ (Caster Angle) ให้ชิดกับผู้ขับขี่มากขึ้น ความกว้างของแฮนด์บาร์มากขึ้น และ ระยะเทรล (Trail) เพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลต่อท่านั่งในการขับขี่ (Riding Position) ทำให้ควบคุมตัวรถได้ง่ายขึ้น
ต่อมาในเรื่องของสมรรถนะคันนี้มาพร้อมเครื่องยนต์ 2 สูบ Crossplane Crankshaft DOHC (CP2) ขนาด 689 ซีซี. ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังสูงสุด 73 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 68 นิวตันเมตร ซึ่งยังคงเป็นเครื่องยนต์เดิมแต่มีการปรับจูนใหม่ พร้อมติดตั้งระบบคันเร่งไฟฟ้า YCC-T (Yamaha Chip Controlled Throttle) ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการตอบสนองของคันเร่ง อีกทั้งมีการปรับปรุงระบบส่งกำลังให้เปลี่ยนเกียร์ได้รวดเร็วและนุ่มนวลมากขึ้น รวมถึงการปรับจูนเสียงไอดี (Induction Sound) ซึ่งมีโหมดการขับขี่ 5 รูปแบบ ได้แก่ SPORT, STREET, RAIN, CUSTOM และ TRACK
นอกจากนั้น ระบบช่วงล่างมาพร้อมโช้คอัพหน้าแบบ Upside Down ขนาด 41 มม. พร้อม มีการปรับค่าระยะยุบและค่าความแข็งของสปริงใหม่ รวมถึงรองรับการปรับตั้งค่า Preload, Compression, Rebound เต็มระบบ พร้อมติดตั้งล้อ Yamaha SpinForged น้ำหนักเบา ช่วยลดมวลใต้สปริง (Unsprung Mass) เพิ่มประสิทธิภาพในการเปลี่ยนทิศทางและการเข้าโค้ง รวมถึงสวิงอาร์มใหม่และ ระบบกันสะเทือนหลัง Monocross (โช้คอัพแกนเดี่ยว) สามารถปรับตั้งค่า Preload, Compression, Rebound เต็มระบบ ติดตั้งยาง Bridgestone Battlax Hypersport S23
สำหรับเครื่องยนต์ CP2 ตัวนี้ ที่ถูกติดตั้งอยู่ใน New YAMAHA R7 ล่าสุดได้ถูกเลือกให้เป็นเครื่องยนต์พื้นฐานที่ใช้สำหรับการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบในคลาส โมโต 3 (Moto3) ตั้งแต่ฤดูกาล 2028 เป็นต้นไป
ขณะที่ เทคโนโลยีที่ถูกติดตั้งมาในรถจักรยานยนต์คันนี้ติดตั้งเทคโนโลยีใหม่มาเพียบซึ่งที่เป็นไฮไลต์หลักเลยคือ ระบบตรวจจับการเคลื่อนไหวของตัวรถ (IMU) แบบ 6 แกน ประมวลผลการทำงานของตัวรถและสั่งการผ่านสมองกลอิเล็กทรอนิกส์ (ECU) ซึ่งถ่ายทอดเทคโนโลยีจากรุ่นพี่อย่าง R1 และ R9 มาใส่ไว้ในรถคันนี้ โดยระบบดังกล่าวทำงานร่วมกับระบบช่วยเหลือการขับขี่ต่าง ๆ อาทิ Traction Control System (TCS), Slide Control System (SCS), Lift Control (LIF), Engine Brake Management (EBM), Brake Control (BC) และ Back Slip Regulator (BSR) โดยสามารถปรับตั้งค่าระบบช่วยเหลือการขับขี่ได้ตามความต้องการ รวมถึงการติดตั้ง Quick Shifter แบบ Up & Down สำหรับการเปลี่ยนเกียร์โดยไม่ต้องบีบคลัตช์ ซึ่งเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 3 แล้ว อีกทั้งมีระบบ Cruise Control และ Launch Control
พร้อมกันนี้ ยังมาพร้อมหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว มีรูปแบบการแสดงผล 4 ธีมให้เลือก รองรับการเชื่อมต่อสมา์ทโฟนผ่านแอปพลิเคชั่น Y-Connect และฟีเจอร์ Y-TRAC (Track Ride Analysis) สำหรับบันทึก Lap Timer, Virtual Pit Board, Telemetry, Riding Log และ Revs Dashboard เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลการขับขี่และต่อยอดการพัฒนาทักษะการขับขี่
Autolifethailand ได้ลองขี่ New YAMAHA R7 ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ สิ่งที่สัมผัสได้คือ รถคันนี้เป็นรถในกลุ่มซูเปอร์สปอร์ตที่ขับสนุกเลยทีเดียวเพราะด้วยความที่เครื่องยนต์มีกำลังที่แรงกำลังเพราะเหมาะพอมืออาจจะไม่ใช่เครื่องยนต์ที่แรงที่สุดหรือดุดันที่สุด แต่ผมให้นิยามว่าเป็นรถที่มีความกลมกล่อมลงตัวในการขับขี่ใช้คันเร่งได้เต็มที่การส่งกำลังออกมามีความสมูทและต่อเนื่อง
สิ่งที่ชอบเลยคือ ระบบ Quick Shifter ที่ติดตั้งมาทำให้เพวลาอยู่ในสนามเตะเปลี่ยนเกียร์ได้ง่ายทั้งขึ้นและลง ไม่ต้องพะวงในการจัดการตัวรถ เพียงแค่จัดการความเร็วให้เหมาะสมและแต่งตัวก่อนเข้าโค้ง ที่เหลือตัวรถช่วยจัดการด้วยระบบช่วยเหลือการขับขี่ได้อย่างมากจาก IMU 6 แกน ทำให้มีความคล่องตัว พลิกรถ เดินคันเร่ง เข้าโค้ง ทุกอย่างทำได้ง่าย บางช่วงผมใช้ความเร็วเกินพอจังหวะพับรถเข้าโค้ง ระบบจับอาการได้ พร้อมสั่งการให้ระบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทำงานในทันที
ส่วนตำแหน่งท่านั่งรู้สึกขี่ง่าย ถ้าให้จำลองการใช้ในชีวิตประจำวัน การบังคับควบคุมทิศทางของแฮนด์ในเมืองได้คล่องตัว ด้วยตำแหน่งเบาะที่ต่ำลงด้วยเหมาะสมกับระดับความสูงที่สามารถวางเท้าได้หากเจอรถติด หรือหากต้องการจะเอามาลงสนามในวันหยุดก็สามารถทำได้ในทันทีด้วยตัวรถแบบเดิม ๆ ไม่ต้องแต่งอะไรเพิ่ม
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ลอง YAMAHA YZF-R9 ซูเปอร์สปอร์ตโฉมใหม่ ขี่สนุกกล้าใส่สุดในสนาม
สรุป รถคันนี้เหมาะสำหรับนักขี่ที่มีประสบการณ์ระดับหนึ่งแต่อาจจะไม่ถึงขั้นระดับมืออาชีพ ซึ่งหากจะอยากได้ รถแรง รถดุ หรือ มีความดิบ ขยับไปเล่น R9 เลยจะดีกว่า ส่วน R7 คันนี้ได้ความสนุกกลมกล่อม ใช้ขี่ในสนามได้ ใช้ขี่ในชีวิตประจำวันได้ อย่างตัวผมที่มีประสบการณ์ระดับหนึ่ รู้สึกชอบ R7 ที่ใช้ประสิทธิภาพของตัวรถได้เต็มที่ ขนาดตัวรถกำลังพอดี มีเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่เยอะ ทำให้การขี่รถในคลาสซูเปอร์สปอร์ตเป็นเรื่องง่ายแต่ยังได้ฟิลลิ่งรถแข่งตลอดเวลา และหากเมื่อเทียบความคุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่ายคันนี้คุ้มค่าคุ้มราคากับสิ่งที่ได้โดยเฉพาะเทคโนโลยีล้ำ ๆ ที่โดยปกติจะมีอยู่ในรถระดับท็อปคลาสมาใส่ไว้อย่างเต็มที่ในรถคันนี้














