จากกรณีที่ นาย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มอบหมายให้ ปลัดกระทรวงการคลัง และ กรมสรรพสามิต จัดทำเงื่อนไขรายละเอียดมาตรการ รถเก่าแลกรถใหม่ ในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญภายใต้ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านประเทศ (Transition) เพื่อช่วยเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว และลดปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM 2.5
กระทั่งต่อมาเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 นาย พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิตได้กล่าวถึงนโยบายดังกล่าวพร้อมสั่งการให้ทีมงานเร่งศึกษารายละเอียดพร้อมทั้งเงื่อนไขโดยคาดว่าจะสามารถสรุปรายละเอียดเบื้องต้นเพื่อเสนอให้ปลัดกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณาได้ภายในกลางเดือนพฤษภาคมนี้
โดยเบื้องต้นเงื่อนไขที่จะต้องพิจารณาคือ ความสามารถในการผลิตของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์เนื่องจากก่อนหน้านี้มีโครงการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า EV 3.0 และ EV 3.5 ว่ามีความสามารถด้านการผลิตเพียงพอหรือไม่ รวมถึงต้องพิจารณาปริมาณรถเป้าหมาย หรือรถใหม่ที่จะเข้าร่วมโครงการ เพื่อนำมาคำนวณจำนวนรถยนต์ที่เหมาะสมในการเข้าร่วมโครงการว่าควรเป็นเท่าไร
นอกจากนั้น เบื้องต้นรถยนต์ใหม่นั้นจะต้องเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) และ รถยนต์ไฮบริด (HEV) เป็นหลักก่อน เพื่อลดการใช้น้ำมันและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2)
ขณะที่ ความชัดเจนในรายละเอียดด้าน ปริมาณจำนวนรถ, ราคารถยนต์, ขนาดแบตเตอรี่ รวมถึงการกำจัดซากรถเก่า จะทำอย่างไรและเงื่อนไขโครงการจะมีอะไรบ้างนั้นยังอยู่ระหว่างศึกษารายละเอียด โดยข้อสรุปทั้งหมดจะต้องออกมาว่าโครงการนี้จะไม่ก่อให้เกิดการได้เปรียบ เสียเปรียบซึ่งกันและกัน
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : “รถเก่าแลกรถใหม่” นโยบายจะสำเร็จไม่ใช่แรงจูงใจทางการเงินอย่างเดียว
นายกฤษฎา อุตตโมทย์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า มาตรการ รถเก่าแลกรถใหม่ ถือเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สามารถกระตุ้นอุตสาหกรรมยานยนต์ได้ในเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะในมิติของการเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์รุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
อย่างไรก็ตามในช่วงก่อนที่มาตรการจะมีความชัดเจนอาจเกิดภาวะชะลอการตัดสินใจของผู้บริโภคเนื่องจากมีความคาดหวังต่อสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการเองก็จำเป็นต้องบริหารกลยุทธ์ทางการตลาดอย่างระมัดระวัง และรอความชัดเจนเรื่องการจัดการรถเก่า ที่อาจจะมีต้นทุนการจัดการขนส่ง และการจัดการพร้อมมาตรการต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด
เมื่อมีความชัดเจนแล้ว คาดว่าจะเกิดการเร่งตัวของความต้องการซื้อในระยะสั้น มาตรการถือเป็นเรื่องที่หลายๆชาติ มีนโยบายในการจัดการรถยนต์เก่า เพื่อลดมลภาวะ และเป็นเรื่องที่ดีที่ประเทศไทยนำนโยบายนี้มาทดลองใช้ให้เป็นรูปธรรม
ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การออกแบบมาตรการให้มีความเหมาะสมและต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนให้เกิดการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนในระยะยาว
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : “มาตรการรถเก่าแลกรถใหม่” กระตุ้นตลาดในไทย เป็นไปได้หรือไม่ ?
นายจิรศักดิ์ ชื่นอารมย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานใหม่ BYD และ DENZA อย่างเป็นทางการในประเทศไทย กล่าวว่า มาตรการรถเก่าแลกรถใหม่ ส่งผลให้ลูกค้าเลื่อนการรับมอบรถแล้วจำนวนกว่า 5% เพื่อรอความชัดเจนของเงื่อนไขมาตรการดังกล่าว รวมถึงยังมีลูกค้าใหม่ที่กำลังจะตัดสินใจซื้อขอรอดูมาตรการดังกล่าว (Wait and See) เช่นเดียวกัน
แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมยานยนต์ กล่าวกับ Autolifethailand ว่า ในช่วงงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 (Motor Show 2026) ที่ผ่านมา ซึ่งมียอดจองภายในงานกว่า 1.3 แสนคัน ถือเป็นสัญญานบวกของตลาดและอุตสาหกรรมยานยนต์ ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการทุกราย แต่เมื่อมีการประกาศนโยบาย รถเก่าแลกรถใหม่ จากรัฐบาล โดยที่ยังไม่มีความชัดเจนในรายละเอียดถือเป็นการส่งผลกระทบโดยตรงกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเนื่องจาก ผู้บริโภคที่อยู่ระหว่างการตัดสินใจซื้อ และผู้ที่กำลังจะรับรถ ต่างชะลอออกไปหมดเพื่อรอความชัดเจนของมาตรการ โดยผู้บริโภคต่างมีความกังวลว่าจะเสียสิทธิ์และผลประโยชน์ที่ควรจะได้รับไป ดังนั้นอยากให้รัฐบาลระมัดระวังและคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากผลกระทบของนโยบายที่ยังไม่มีความชัดเจนต่ออุตสาหกรรมยานยนต์




