ถือเป็นการปรับภาพลักษณ์ธุรกิจ (รีแบรนด์) ครั้งแรกในรอบ 18 ปี ของ มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) หรือ MMS พร้อมการปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ โดยตั้งเป้าในปี 2569 จะเป็นปีที่เติบโตแบบก้าวกระโดดของบริษัท
Autolifethailand ร่วมสัมภาษณ์ ดร.ปพนธ์ รัตนชัยกานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาผู้บริโภครู้จัก เอ็มเอ็มเอส ในการเป็นศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจร (One-Stop Service) สำหรับรถยนต์ที่หมดระยะการรับประกัน โดยเฉพาะการซ่อมหนัก ภายใต้ชื่อ MMS Bosch Car Service
นอกจากนั้น นอกเหนือจากธุรกิจศูนย์บริการครบวงจรดังกล่าว อีกหนึ่งธุรกิจที่มีการดำเนินงานภายใต้บริษัทนั้นคือ ธุรกิจค้าส่งอะไหล่ในนาม มาสเตอร์ มอเตอร์ เทรดดิ้ง (MMT) ซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ บริษัท โรเบิร์ต บ๊อช จำกัด (BOSCH) ตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจที่ผ่านมา
ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป บริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส จะมีการรีแบรนด์ด้วยการเปลี่ยนชื่อเป็น “MMS” พร้อมการปรับอัตลักษณ์แบรนด์ (CI) ใหม่ เนื่องจาก BOSCH ได้ปรับลดบทบาทของธุรกิจไปสู่การเป็นผู้แทนจำหน่ายอะไหล่ (ดีลเลอร์) โดยบริษัทยังคงเป็นพันธมิตรทางธุรกิจในการซื้ออะไหล่กับแบรนด์ดังกล่าวอยู่ อาทิ ผ้าเบรก, จานเบรก, หัวฉีด รวมถึง แบตเตอรี่ เป็นต้น
“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาบริษัทได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีรวมถึงองค์ความรู้จาก บ๊อช ด้วยความแข็งแกร่งขององค์กรระดับโลกและความเชี่ยวชาญ โดยหลังจากนี้จะมีการปรับบทบาทตามแนวทางธุรกิจของบริษัทดังกล่าว”
เอ็มเอ็มเอส ปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ซึ่งแบ่งเป็น 3 ธุรกิจหลัก ดังนี้
- MMS Body and Paint ธุรกิจศูนย์ซ่อมตัวถังและสี
- MMS Fastfit ธุรกิจศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจร
- MMS Tunap ธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์บำรุงรักษาและเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องยนต์
ล่าสุด เอ็มเอ็มเอส ได้เปิดให้บริการศูนย์ซ่อมตัวถังและสี ซึ่งได้รับการรับรองจาก เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย (XPENG) ให้ เอ็มเอ็มเอส บอดี้ แอนด์ เพนท์ สาขาราชพฤกษ์ เป็นศูนย์ซ่อมตัวถังและสีอย่างเป็นางการแห่งแรก เพื่อให้บริการลูกค้า เอ็กซ์เผิง ทั่วประเทศ
ขณะที่ การได้รับรองมาตรฐานระดับสากลจาก เอ็กซ์เผิง จะส่งผลให้บริษัทเริ่มธุรกิจที่ถูกต้อง พร้อมทั้งจะเป็นก้าวสำคัญที่ส่งผลให้มองเห็นโอกาสในการขยายและปรับธุรกิจศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรที่เดิมมุ่งเน้นการซ่อมหนัก ไปสู่ธุรกิจศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรแบบเร่งด่วน (Fastfit) ที่มุ่งเน้น 3 ด้านหลักได้แก่ เปลี่ยนยางรถยนต์, เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง และ เปลี่ยนแบตเตอรี่ โดยที่ผ่านมา เอ็มเอ็มเอส มีสัดส่วนการให้บริการซ่อมหนักอยู่ที่ 80% และสัดส่วนดังกล่าวจะเปลี่ยนเป็น 50% ของรายได้ในปี 2569 นี้
สำหรับ งบประมาณการลงทุนรวมในปี 2569 บริษัทคาดว่าจะใช้เงินลงทุนรวมมูลค่ากว่า 30 ล้านบาท ในการลงทุนก่อสร้าง ศูนย์ซ่อมตัวถังและสี สาขาราชพฤกษ์, การปรับภาพลักษณ์ของสาขาเดิมของ เอ็มเอ็มเอส ที่มีจำนวน 19 แห่ง ทั่วประเทศ รวมถึงการเปิดสาขาใหม่ซึ่งในปีนี้จะมีการเปิดเพิ่ม 1 แห่ง
“การปรับเปลี่ยนทิศทางธุรกิจหลังจากนี้จะช่วยส่งเสริมธุรกิจให้มีความมั่นคงและสนับสนุนส่งเสริมกันภายในองค์กร รวมถึงจะเร่งสปีดธุรกิจให้เติบโตเร็วยิ่งขึ้น โดยคาดว่าหลังจากนี้จะมีอัตราเติบโตไม่น้อยกว่า 20% ทุกปี หากมีการขยายตัวและการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค”
ขณะเดียวกัน บริษัทมีแผนขยาย ศูนย์ซ่อมตัวถังและสี เพิ่มขึ้นอีก 3 แห่ง ในปี 2570 ซึ่งตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล คาดว่าจะใช้เงินลงทุนมูลค่าราว 20 ล้านบาท/แห่ง เพื่อรองรับปริมาณความต้องการของลูกค้า เอ็กซ์เผิง รวมถึงรองรับงานซ่อมตัวถังและสีของทุกแบรนด์ และงานซ่อมของบริษัทประกันภัย อีกทั้งมีแผนที่จะเปิดให้ เอ็มเอ็มเอส ฟาสต์ฟิต เป็นจุด รับ–ส่ง รถที่ต้องการเข้ารับบริการซ่อมตัวถังและสีทั่วประเทศในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 ที่ผ่านมา รายได้จากธุรกิจศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจร อยู่ที่ราว 240 ล้านบาท ส่วนในปีนี้ตั้งเป้ารายได้จากศูนย์ซ่อมตัวถังและสีไว้ที่ 20 ล้านบาท และภายในปี 2569 สัดส่วนรายได้ของ เอ็มเอ็มเอส จะมาจาก ธุรกิจศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจร ในสัดส่วน 50%, ธุรกิจศูนย์ซ่อมตัวถังและสี ในสัดส่วน 40% และ ธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์บำรุงรักษาและเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องยนต์ ในสัดส่วน 10%

นาย วิวัฒน์ กิจเครือ ผู้อำนวยการ ฝ่ายบริการหลังการขาย เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบัน ประชากรของ XPENG ตั้งแต่ปี 2567 – ปัจจุบัน มีจำนวนอยู่ที่ราว 6,000 คัน และเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งการให้การรับรอง เอ็มเอ็มเอส บอดี้ แอนด์ เพนท์ สาขาราชพฤกษ์ เป็นศูนย์ซ่อมสีและตัวถังอย่างเป็นทางการแห่งแรก จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ที่ดีของแบรนด์ ซึ่ง เอ็กซ์เผิง มุ่งเน้นการให้บริการหลังการขายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ
สำหรับ ศูนย์ซ่อมสีและตัวถังดังกล่าวมีจำนวน 17 ช่องซ่อม พร้อมห้องอบสี รองรับการให้บริการได้ราว 150 คัน/เดือน ด้วยเครื่องมือเฉพาะทางที่ผ่านมารับรองมาตรฐานของแบรนด์ได้แก่ เครื่องดึงตัวถังระบบ 3 มิติ ใช้เทคโนโลยีการดึงตัวถังที่วัดค่าแบบดิจิทัล แม่นยำระดับมิลลิเมตร พร้อมเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลโครงสร้างรถยนต์จากผู้ผลิต ทำให้โครงสร้างตัวถังกลับมาสมดุล ระบบปฏิบัติการและทีมช่างผ่านการอบรมโดยตรงจาก เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย รวมถึงเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อคืนสภาพรถยนต์ให้กลับมาใกล้เคียงรถใหม่จากโรงงาน และใช้สีสูตรน้ำของ PPG แบรนด์ระดับพรีเมียมจากสหรัฐอเมริกา ประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 135 ปี ผสานระบบผสมสีที่ผ่านการรับบรองมาตรฐานของแบรนด์








