วงการรถยนต์จับตากระทรวงการคลังชงเรื่องเสนออัตราโครงสร้าง ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ นำเข้าสำเร็จรูปใหม่ เข้าที่ประชุม ครม. 3 พ.ย. นี้ พร้อมปรับอัตราภาษีสรรพสามิต สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มเป็น 35% จากกระแสเดิมสูงสุดปรับเพิ่ม 30% หลังเลื่อนมาแล้ว 2 ครั้ง ตั้งแต่เดือน ก.ย.
การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์นำเข้าสำเร็จรูปใหม่ที่คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) เห็นชอบในหลักการในการปรับโครงสร้างภาษีใหม่ภายใต้แนวคิด “ปรับภาษีตามการสร้างประโยชน์ประเทศ” เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 โดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ระบุว่าจะต้องเสร็จสิ้นการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ภายในสิ้นเดือนกันยายน 2569 นี้
ทั้งนี้ โครงสร้าง ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ นำเข้าสำเร็จรูปใหม่ มีการยึดหลักการสำคัญ 5 ด้านได้แก่ 1.นำเข้าเพื่อดึงดูดการลงทุนระยะยาว (Investment-Driven Import) โดยการผูกเงื่อนไขการนำเข้ากับการลงทุนผลิตจริงในประเทศ 2.ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้า (Regional and Global Export Hub) 3.การยกระดับการใช้ชิ้นส่วนและวัตถุดิบในประเทศที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added Local Content) รวมถึงการส่งเสริมการจ้างงานและพัฒนาทักษะแรงงานไทย 4.การสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม (Level Playing Field) ระหว่างรถยนต์ที่ผลิตในประเทศและรถยนต์นำเข้า 5.การพัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ (Local Suppliers) เพื่อสร้างความเข้มแข็ง ให้กับห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไทย
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : สรุปผลประชุม บอร์ดอีวี นัดแรก เห็นชอบหลักการปรับโครงสร้างภาษี BEV

ขณะที่ ภายใต้โครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่นั้น จะกำหนดอัตราภาษีให้แตกต่างกันตามระดับการลงทุน การผลิต และ การสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยโดยมีแนวทางสำคัญดังนี้
- รถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ โดยผู้นำเข้าไม่มีโรงงานผลิตในประเทศจะเสียภาษีสรรพสามิตในอัตราที่สูงขึ้น หรือเสียภาษีสรรพสามิตในอัตราสูงสุด ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 35%
- รถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าโดยผู้ผลิตซึ่งมีโรงงานในประเทศไทย แต่มีความจำเป็นต้องนำเข้ารถบางรุ่นเพื่อทำตลาดเพิ่มเติม คลังจะกำหนดปริมาณจำนวนการนำเข้า โดยจะพิจารณาจากการเชื่อมโยงกับมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ผู้ผลิตสร้างในประเทศไทย ซึ่งไม่ได้คำนวณจากจำนวนการผลิตเป็นรายคันแต่อย่างใด
- รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ และมีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศระดับปานกลาง แต่ยังไม่สามารถใช้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำคัญที่ผลิตในประเทศได้ โดยเฉพาะรถยนต์ที่มีปริมาณการผลิตน้อย แต่มีศักยภาพพัฒนาไปสู่การใช้ชิ้นส่วนในประเทศเพิ่มขึ้นในอนาคต เช่น รถยนต์กลุ่มพรีเมียม จะเสียภาษีสรรพสามิต ในอัตราที่ต่ำกว่า กลุ่มแรก
- รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศและสามารถใช้ชิ้นส่วนในประเทศระดับสูง โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำคัญ จะเสียภาษีสรรพสามิตในอัตราต่ำที่สุด
อย่างไรก็ตาม อัตราภาษีจะลดหลั่นตามระดับการลงทุน การผลิต และการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย เพื่อจูงใจให้ผู้ผลิตขยายฐานการผลิต และเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนสำคัญในประเทศ

แหล่งข่าวจากวงการรถยนต์กล่าวว่า ในขณะนี้ค่ายรถยนต์ทุกรายต่างรอความชัดเจนจากภาครัฐ ทั้งในเรื่องของรายละเอียดโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ และเงื่อนเวลาการบังคับใช้ เพราะส่งผลต่อการวางแผนของค่ายรถยนต์ทุกค่าย ว่าจะดำเนินการอย่างไร
“ในตอนนี้ค่ายรถยนต์เกือบทุกค่ายต้องการความชัดเจนจากรัฐบาล เพราะรัฐบาลประกาศว่าในวันที่ 1 มกราคม 2567 จะเริ่มใช้โครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีอะไรประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ และเอกชนมีเวลาเพียง 2 เดือนนับจากนี้ในการเตรียมตัว ซึ่งระยะเวลาในการเตรียมตัวน้อยเกินไป หากรัฐบาลต้องการปรับเปลี่ยนกฎกติกา ไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้ แต่ต้องบอกล่วงหน้ากับภาคเอกชน เพื่อให้เกิดการเตรียมตัว”
แหล่งข่าว กล่าวต่อว่า ความไม่ชัดเจนเรื่องเงื่อนไขข้อกำหนดในด้านการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ และระยะเวลาผ่อนผัน ส่งผลต่อการตัดสินใจ ของค่ายรถยนต์ที่จะเข้ามาลงทุนอย่างมาก เพราะไม่สามารถคำนวณถึงต้นทุนการลงทุน และความคุ้มค่าในการลงทุนได้ ประกอบกับเงื่อนไขในเรื่องของการผลิต และโควตาการนำเข้านั้น ในปัจจุบัน เป็นเรื่องยากมากสำหรับการใช้โรงงานในประเทศไทย เพื่อเป็นฐานการส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ เพราะแต่ละประเทศต่างมีกำแพงภาษี ทั้งสิ้น

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘เอกนิติ’ คาดได้ข้อสรุปอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้
“เรื่องการขึ้นภาษีสรรพสมิต เพื่อจูงใจและส่งเสริมให้ค่ายรถยนต์มาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น นั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่หากมองในเชิงปฏิบัติ ตลาดประเทศไทยไม่ได้มียอดขายมากเท่าใดนัก การลงทุนเพื่อขายในตลาดในประเทศ อาจไม่เพียงพอ ต้องมีการส่งออกด้วย ซึ่งรัฐบาลต้องมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนให้กับค่ายรถยนต์ใหม่เหล่านี้ มากกว่าที่มีอยู่ และต้องมีการปรึกษาหารือร่วมกับบริษัทรถยนต์มาก่อน และให้เวลาในการศึกษาการลงทุนล่วงหน้า ซึ่งการศึกษาการลงทุนตั้งโรงงานต้องใช้เวลากันเป็นปี การลงทุนตั้งโรงงานไม่ใช่เรื่องที่พูดกันเล่นๆ ต้องมีการวางแผนล่วงหน้า ต้องศึกษากันมาก่อนเป็นปี ไม่ใช่มาบอกล่วงหน้า 2-3 เดือนแบบนี้”
อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าล่าสุดที่ Autolifethailand ได้รับทราบมาจากแหล่งข่าวในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ คือ ภายในสัปดาห์หน้าจะมีการเสนออัตราภาษีสรรพสามิตใหม่เข้าสู่ที่ประชุม ครม. (วันที่ 3 พ.ย. 2569) โดยมีรายละเอียดการปรับอัตราภาษีสูงสุดเพิ่มขึ้นเป็น 35%จากกระแสข่าวก่อนหน้านี้ที่เพิ่มขึ้นสูงสุด 32% ส่วนในเงื่อนไขการให้อัตราภาษีมีผลบังคับใช้นั้นยังคงเป็นไปตามคาดการณ์ก่อนหน้าที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค. 2570
อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาดูว่า จะมีเลื่อนการเสนออัตราภาษีใหม่เข้าสู่ที่ประชุม ครม. หรือไม่




