ไทยฮอนด้า ยืนยัน Honda UC3 รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 100% ผลิตในไทยไม่ย้ายฐานผลิตไปไหน พร้อมระบุกลยุทธ์การสร้างฐานการผลิต “ที่ไหนมีตลาด เราก็จะผลิตที่นั่น” แม้มีบางรูปแบบธุรกิจที่นำเข้าแล้วคุ้มกว่าก็ยังยืนยันผลิตในประเทศไทย
จากกระแสข่าวต่างประเทศที่รายงานถึงการย้ายฐานการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 100% ในรุ่น Honda UC3 จากประเทศไทยไปที่ประเทศเวียดนามก่อนหน้านี้ ล่าสุดคณะผู้บริหารของ “ไทยฮอนด้า” ตั้งโต๊ะแถลงชี้แจงประเด็นดังกล่าว
Autolifethailand ได้เข้าร่วมสัมภาษณ์ “มาซายูกิ ฮามามัตสึ” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด ซึ่งกล่าวว่า บริษัทขอยืนยันว่ารถจักรยานยนต์รุ่นดังกล่าวยังคงผลิตที่ไทยไม่ได้ย้านฐานการผลิตไปไหน ภายใต้กลยุทธ์การลงทุนของ ฮอนด้า มอเตอร์ สำนักงานใหญ่ ประเทศญี่ปุ่น ที่มีนโยบายว่า “ที่ไหนมีตลาด เราก็จะผลิตที่นั่น”
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาประเทศไทยได้มีการส่งออกรถจักรยานยนต์ Honda UC3 ไปทำตลาดในประเทศเวียดนาม ด้วยความเร่งด่วนของความต้องการในประเทศนั้นจึงได้มีการนำเข้าจากประเทศไทยไป ซึ่งหลังจากนั้นในประเทศเวียดนามก็ได้มีการเริ่มผลิตรถจักรยานยนต์ดังกล่าวเพื่อรองรับความต้องการของตลาดในประเทศ โดยยังคงนำเข้าชิ้นส่วนจากประเทศไทยไปผลิตที่โรงงานดังกล่าว
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ฮอนด้า จ่อย้ายฐานผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Honda UC3 จากไทยไปเวียดนาม
สำหรับปัจจุบันประเทศไทยมีไลน์การผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 2 รุ่น ได้แก่ UC3 และ CUV e: อีกทั้งบริษัทยังได้ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยจำนวนมาก อาทิ สถานีชาร์จไฟฟ้าสาธารณะครอบคลุม 16 จังหวัด 49 พื้นที่ รวมแล้ว 200 หัวชาร์จ รวมถึงในทุกศูนย์จำหน่ายและบริการ (ดีลเลอร์) มีการติดตั้งจุดชาร์จไฟฟ้า และ มีรถจักรยานยนต์ทดลองขับ ในทุกแห่ง เพื่อสร้างการรับรู้และประสบการณ์การใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าให้กับผู้ใช้งานทั่วประเทศ

“ที่ผ่านมาบริษัทได้มีการลงทุนขึ้นไลน์ประกอบรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันยังมีกำลังการผลิตที่มีความยืดหยุ่นรองรับได้ โดยหากอนาคตตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า มีการเติบโตขึ้นบริษัทก็จะยังคงพิจารณาการขยายการลงทุนต่อไป”
นอกจากนั้น บริษัทไม่ได้มีการกระจายฐานการผลิตตามเทคโนโลยี แต่บริษัทพิจารณาจากการตอบสนองความต้องการของตลาด โดยประเทศไทยก็เป็นตลาดสำคัญ เช่นเดียวกับ ประเทศเวียดนามที่เป็นตลาดสำคัญ ไม่แพ้กัน
แม้ว่าข้อกำหนดทางกฎหมายในประเทศเวียดนามที่มีข้อบังคับห้ามรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในวิ่งในเมืองฮานอย ซึ่งอาจดูเหมือนว่าปริมาณความต้องการของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศเวียดนามจะสูงก็ตาม แต่เมื่อเทียบกับรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในแล้วยังเป็นสัดส่วนที่น้อยอยู่ โดยรถจักรยานยนต์สันดาปภายในที่ประเทศเวียดนามยังคงมีสัดส่วนการขายเป็นหลักอยู่
ขณะที่ ประเทศไทย เป็นประเทศแรกในโลกที่ได้มีการเปิดตัวรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า UC3 ในช่วงต้นปี 2569 จนถึงปัจจุบันมียอดขายไปแล้วราว 1,000 คัน โดยทั้งปีนี้ตั้งเป้าอยู่ที่ 4,000 คัน อีกทั้งในรุ่น CUV e: ปัจจุบันมียอดการใช้งานอยู่ที่ราว 800 คัน
ผู้สื่อข่าวตั้งคำถามว่าเมื่อมีปริมาณการขายในประเทศไทยในระดับที่ไม่มากความคุ้มค่าด้านการผลิตเมื่อเทียบกับด้านการนำเข้าเพื่อจำหน่ายในประเทศอะไรมีความคุ้มค่ามากกว่ากันมาซายูกิกล่าวว่าโมเดลธุรกิจในการจำหน่ายรถจักรยานยนต์มีหลากหลายรูปแบบบางโมเดลนำเข้ามาจำหน่ายแล้วคุ้มกว่าการผลิตในประเทศก็ตัดสินใจนำเข้ามาแต่ในกรณีนี้ยืนยันว่าแม้ต้นทุนการผลิตในประเทศไทยจะสูงแต่บริษัทยืนยันว่าจะผลิตและจำหน่ายในประเทศไทยสำหรับรถจักรยานยนต์รุ่นดังกล่าวเพื่อเรียนรู้พฤติกรรมผู้ใช้งานในประเทศไทย
อีกทั้งการผลิตในประเทศไทยจะได้ตรงกับพฤติกรรมความต้องการของผู้ใช้งานและได้สินค้าที่มีมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูง โดยยอมรับว่าประสบการณ์การผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของบริษัทมีเพียงไม่กี่ปี แต่หากมองในอนาคตที่ตลาดมีแนวฌน้มเติบโต จึงต้องเรียนรู้เพื่อหาความคุ้มค่าในการผลิต ขณะเดียวกัน ไทยฮอนด้า ในฐานบริษัทที่จดทะเบียนนิติบุคคลในประเทศไทยและทำธุรกิจมาอย่างยาวนานมีความต้องการที่จะใช้ชิ้นส่วนการผลิตจากซัพพลายเออร์ในไทยตามเงื่อนไขของรัฐบาลที่กำหนด แต่ส่วนประกอบสำคัญหลักของรถจักรยานยนต์ไฟฟฟ้า อย่าง มอเตอร์ขับเคลื่อน และ แบตเตอรี่แรงดันสูง ยังคงต้องนำเข้าอยู่

ในโอกาสเดียวกันถือเป็นการเปิดตัวอย่างเป็นทางการและให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนครั้งแรก ของ “มาซายูกิ ฮามามัตสึ” ในการเข้ารับตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด คนใหม่ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งในช่วงเดือน เมษายน 2569 โดยถือผู้มีประสบการณ์ในฐานะการบุกเบิกตลาดรถจักรยานยนต์ของแบรนด์ในระดับโลก ที่กล่าวยืนยันในการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ว่า ภารกิจสำคัญที่เข้ามารับตำแหน่งในประเทศไทยคือการเข้ามาสร้างตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าให้เกิดขึ้นในประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ตาม ยังมองว่าจะต้องใช้ระยะเวลาอีกสักระยะเพื่อสร้างการรับรู้และขยายการใช้งานของผู้บริโภคในวงกว้าง ซึ่งข้อดีของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ข้อจำกัดคือพื้นที่ของรถจักรยานยนต์ที่ไม่สามารถติดตั้งแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ได้ จึงทำให้ระยะทางการวิ่งยังไม่สามารถเทียบเท่าได้กับรถจักรยานยนต์สันดาปภายใน
ปัจจุบัน ไทยฮอนด้า ได้นำเสนอเทคโนโลยี 2 รูปแบบ ได้แก่ เทคโนลยีสลับแบตเตอรี่ (SWAP) ที่อยู่ในรุ่น CUV e: และอีกเทคโนโลยีหนึ่งคือ เทคโนโลยีชาร์จ (FIX) ที่อยู่ในรุ่น UC3 ซึ่งมีลักษณะในการใช้งานที่แตกต่างกันตามพฤติกรรมของผู้ใช้งาน ยกตัวอย่างเช่น CUV e: เหมาะสำหรับผู้ใช้งานต่อวันเยอะ อาทิ เดลิเวอรี่, แมสเซนเจอร์, มอเตอร์ไซค์รับจ้าง เป็นต้น ซึ่งการสลับแบตเตอรี่ใช้ระยะเวลาไม่นาน ส่วน UC3 เหมาะสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปที่กำหนดเส้นทางและระยะทางในการเดินทางซึ่งมีที่ชาร์จติดตั้งอยู่ที่บ้าน
นอกจากนี้ บริษัทได้สนับสนุนแนวทางการดำเนินงานของภาครัฐต่อมาตรการสนับสนุนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งอยากให้ภาครัฐเน้นหนักในเรื่องการพิจารณาการลงทุนด้านระบบโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลัก โดยมองว่าหากเร่งการสนับสนุนให้เติบโตเร็วเกินไปอาจจะทำให้กระทบต่อการใช้งานของผู้ใช้งานได้ดังนั้นการเติบโตที่ยั่งยืนคือการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน
ประกอบกับการกำหนดมาตรฐานหัวชาร์จที่ติดตั้งอยู่ในรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ทั่วโลกใช้หัวชาร์จแบบ CHAdeMO แต่ประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานสำหรับในรถจักรยานยนต์ที่ชัดเจน ดังนั้นจึงอยากให้ภาครัฐพิจารณาข้อกำหนดออกมาให้เป็นมาตรฐานของประเทศเพื่อเป็นตัวกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย






