มาตรการความร่วมมือระหว่าง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ กรมการขนส่งทางบก ที่เชื่อมโยงฐานข้อมูล ใบสั่งจราจร เพื่อยกระดับการบังคับใช้กฎหมายและเพิ่มประสิทธิภาพการติดตามผู้กระทำผิด และลดอุบัติเหตุบนท้องถนนของประเทศไทย ที่เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป
ขณะที่ มาตรการดังกล่าวไม่ได้เป็นการห้ามต่อภาษีรถแต่เป็นการเชื่อมโยงการบังคับใช้กฎหมายกับการออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษี เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้กระทำผิดชำระค่าปรับตามกฎหมาย สำหรับผู้ใช้รถ สิ่งสำคัญคือ ตรวจสอบใบสั่งของตนเองอย่างสม่ำเสมอ และชำระค่าปรับภายในกำหนดเวลา เพราะหากปล่อยให้เข้าสู่สถานะค้างชำระ เมื่อถึงรอบต่อภาษีรถ แม้จะเสียภาษีได้ตามปกติ แต่จะยังไม่ได้รับป้ายภาษีฉบับจริง จนกว่าจะดำเนินการชำระค่าปรับครบถ้วนทั้งหมด
สำหรับ การเชื่อมโยงฐานข้อมูล ใบสั่งจราจร จะมีผลบังคับใช้กับใบสั่งจราจรรูปแบบใหม่ที่ออกตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป โดยเจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดก่อน ทั้งการออกใบสั่ง การส่งหนังสือแจ้งเตือน และการแจ้งสิทธิให้ผู้กระทำผิดรับทราบ หากยังไม่มีการชำระค่าปรับภายในเวลาที่กำหนด ข้อมูลจึงจะถูกส่งเชื่อมเข้าสู่ระบบของกรมการขนส่งทางบก ซึ่งกระบวนการทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 60-90 วันนับจากวันที่ออกใบสั่ง ซึ่งไม่ได้ทำให้ใบสั่งเก่าทั้งหมดถูกนำมาใช้ทันที
ประเด็นสำคัญที่ส่งผลให้ต้องออกมาตรการดังกล่าวคือ ประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนอยู่ในระดับสูง จึงกำหนดแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2565-2570 โดยตั้งเป้าลดจำนวนผู้เสียชีวิตเหลือ 12 คนต่อประชากร 100,000 คน ให้สอดคล้องกับแนวทางขององค์การสหประชาชาติ ขณะเดียวกันคือการแก้ปัญหาใบสั่งค้างชำระจำนวนมาก ซึ่งที่ผ่านมาเป็นข้อจำกัดของการบังคับใช้กฎหมาย ทำให้ผู้กระทำผิดจำนวนหนึ่งไม่เข้ามาชำระค่าปรับ ส่งผลต่อประสิทธิภาพของระบบจราจรและการสร้างวินัยบนท้องถนน
ล่าสุด พลตำรวจตรี ธวัช วงศ์สง่า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า กองบัญชาการตำรวจนครบาล ขอเรียนสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน ถึงมาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย สร้างวินัยจราจร และส่งเสริมให้ผู้กระทำผิดรับผิดชอบต่อการกระทำของตน อันจะนำไปสู่ความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนโดยรวม
ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าว ไม่ได้เกิดจากบันทึกข้อตกลง (MOU) เพียงอย่างเดียว แต่มีฐานอำนาจตามกฎหมาย โดยเฉพาะ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 141/1 ซึ่งกำหนดให้มีการเชื่อมโยงข้อมูลใบสั่งที่ค้างชำระกับการดำเนินการด้านทะเบียนรถ และ พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ที่กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปี ส่วนบันทึกข้อตกลงระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบก เป็นเพียงกลไกความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้การดำเนินการตามกฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และโปร่งใส มิใช่การสร้างหน้าที่หรือบทลงโทษขึ้นใหม่แต่อย่างใด
สำหรับ ประชาชนบางส่วนอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนว่ามาตรการดังกล่าวเป็นการ “ห้ามต่อภาษีรถ” ซึ่งข้อเท็จจริง ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะประชาชนยังสามารถดำเนินการต่อภาษีรถยนต์ได้ตามกระบวนการของกฎหมาย แต่หากตรวจพบว่ามีค่าปรับตามใบสั่งที่ถึงกำหนดชำระแล้วแต่ยังค้างอยู่ ระบบจะชะลอการส่งมอบ เครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปี (ป้ายภาษี) ฉบับจริง ไว้ก่อน จนกว่าจะชำระค่าปรับครบถ้วน เมื่อชำระแล้ว ข้อมูลจะเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบ และสามารถรับป้ายภาษีฉบับจริงได้ทันทีตามขั้นตอนที่กำหนด
นอกจากนั้น มาตรการดังกล่าวยังคำนึงถึงสิทธิของประชาชนอย่างรอบด้าน ผู้ที่เห็นว่าใบสั่งออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับข้อเท็จจริง ยังคงสามารถใช้สิทธิตามกฎหมายในการโต้แย้ง อุทธรณ์ หรือดำเนินการตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนดได้อย่างครบถ้วน โดยมาตรการนี้ไม่ได้ตัดสิทธิของประชาชนในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงหรือเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมแต่อย่างใด
ขณะเดียวกัน การกำหนดมาตรการเชื่อมโยงข้อมูลลักษณะนี้เป็นแนวทางที่หลายประเทศนำมาใช้มาเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นหลายรัฐของสหรัฐอเมริกา รวมถึงอีกหลายประเทศที่เชื่อมโยงข้อมูลค่าปรับจราจรกับการดำเนินการด้านทะเบียนรถ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้กระทำผิดปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งส่งผลให้การชำระค่าปรับมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการกระทำผิดซ้ำ และช่วยยกระดับวินัยการใช้รถใช้ถนนของประชาชน
“การบังคับใช้กฎหมายจะเกิดความเป็นธรรมได้ ก็ต่อเมื่อทุกคนอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน ผู้ที่เคารพกฎหมายไม่ควรเสียเปรียบผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายแล้วไม่รับผิดชอบต่อการกระทำของตน สิทธิและเสรีภาพของประชาชนย่อมต้องดำเนินควบคู่กับหน้าที่และความรับผิดชอบต่อสังคม”
อย่างไรก็ตาม กองบัญชาการตำรวจนครบาล รับฟังความคิดเห็นของประชาชนทุกภาคส่วน และพร้อมชี้แจงข้อสงสัยด้วยข้อเท็จจริงและหลักกฎหมาย เพราะความเชื่อมั่นของประชาชนเป็นหัวใจสำคัญของการบังคับใช้กฎหมาย อย่างไรก็ตาม การสร้างสังคมที่ปลอดภัยไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนทุกคนในการเคารพกฎหมายจราจร
พลตำรวจตรี ธวัช กล่าวว่า ตำรวจไม่ได้มุ่งหวังให้ประชาชนเสียค่าปรับ แต่ต้องการเห็นทุกคนเดินทางด้วยความปลอดภัย หากไม่มีการฝ่าฝืนกฎหมาย ก็ไม่มีผู้ใดได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้ การเคารพกฎหมายจราจรไม่ใช่เพียงการปฏิบัติตามข้อบังคับ แต่เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อชีวิตของตนเอง ครอบครัว และเพื่อนร่วมสังคม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสังคมที่มีระเบียบ ปลอดภัย และเป็นธรรม







