สำนักข่าวรอยเตอร์ส (Reuters) รายงานว่า บีเอ็มดับเบิลยู (BMW) เตรียมปรับลดตำแหน่งงานจำนานหลายพันตำแหน่งในเยอรมนีภายในสิ้นปี 2570 ผ่านโครงการสมัครใจลาออก (Voluntary Redundancy Programme) เพื่อรับมือกับปัญหาผลกำไรที่ลดลงและปริมาณความต้องการซื้อซบเซา
สำหรับ โครงการสมัครใจลาออกดังกล่าวนั้นเป็นข้อตกลงระหว่างบริษัทกับสภาลูกจ้าง (Works Council) ที่มุ่งเน้นไปที่ฝ่ายบริการและฝ่ายพัฒนา โดยไม่รวมถึงส่วนงานด้านการผลิต คาดว่าจำนวนพนักงานโดยรวมจะลดลงประมาณ 8,000 ตำแหน่ง โดยพนักงานของกลุ่มบริษัทบีเอ็มดับเบิลยูทั่วโลกมีจำนวนรวมกว่า 150,000 คน
ก่อนหน้านี้ โฟลค์สวาเก้น (Volkswagen) และ เมอร์เซเดส–เบนซ์ (Mercedes-Benz) ได้บรรลุข้อตกลงในการปรับลดพนักงานจำนวนหลายหมื่นคนเช่นกัน เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์ของเยอรมนีกำลังเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง การแข่งขันที่ดุเดือดจากจีน และมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกา
อย่างไรก็ตาม เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ปอร์เช่ (Porsche) ผู้ผลิตรถสปอร์ตในเครือ Volkswagen Group ได้เร่งแผนการปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อลดจำนวนพนักงานลงราว 20% ภายในปี 2035
ขณะที่ BMW ซึ่งเดิมถูกมองว่าเป็นบริษัทที่มีเสถียรภาพมั่นคงกว่าคู่แข่งรายอื่น ได้ปรับลดคาดการณ์ผลกำไรสำหรับปีปัจจุบันลงเมื่อเดือนมิถุนายน โดยอ้างถึงผลประกอบการที่ต่ำกว่าคาดในตลาดจีน ซึ่งยอดขายรถยนต์ปรับตัวลดลงอย่างมากในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
Milan Nedeljkovic ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป กล่าวว่า บริษัทจะเร่งดำเนินการและเพิ่มความเข้มข้นในมาตรการลดต้นทุนที่มีอยู่เดิม
แหล่งข่าวที่เข้าร่วมการประชุมพนักงาน ระบุว่า CEO ได้กล่าวกับพนักงานว่า กติกาของอุตสาหกรรมได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อรากฐานของรูปแบบธุรกิจของ บีเอ็มดับเบิลยู ด้วยเช่นกัน พร้อมได้เตือนถึงช่วงเวลาที่ท้าทายรออยู่ข้างหน้า แต่ย้ำว่ามาตรการเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อให้มั่นใจว่า บีเอ็มดับเบิลยู จะสามารถสร้างผลกำไรได้มากขึ้น
รายงานข่าวจาก บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป รายงานกำไรก่อนหักภาษีประจำไตรมาสลดลง 35% สู่ระดับ 1,700 ล้านยูโร โดยอัตรากำไรจากการดำเนินงานในธุรกิจยานยนต์หลักปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 2.3%
สำหรับ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้ผลิตรถยนต์หรูสัญชาติเยอรมันอย่าง BMW, Mercedes-Benz และ Porsche ต่างเผชิญกับภาวะอัตรากำไรจากการดำเนินงานในธุรกิจหลักที่ลดลง อันเนื่องมาจากแรงกดดันด้านต้นทุนที่สูง อุปสงค์ที่อ่อนตัว และการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้นในตลาดจีน
Milan Nedeljkovic กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเผชิญกับความท้าทายที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งการแข่งขันระดับโลกที่ดุเดือด ข้อกำหนดด้านกฎระเบียบในระดับภูมิภาคที่เพิ่มมากขึ้น และผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดรูปแบบธุรกิจของเราในอนาคต
อย่างไรก็ตาม บีเอ็มดับเบิลยู ยังคงยืนยันเป้าหมายผลประกอบการตลอดทั้งปี โดยคาดการณ์อัตรากำไรจากการดำเนินงานสำหรับธุรกิจรถยนต์ไว้ที่ระดับ 1-3% หลังจากที่เคยสร้างความตกใจด้วยการประกาศเตือนเรื่องกำไรเมื่อเดือนมิถุนายน ซึ่งนำไปสู่การเจรจากับพนักงานเรื่องการลดต้นทุน
ทางด้าน Porsche และบริษัทแม่ก็กำลังอยู่ในระหว่างการปรับโครงสร้างการดำเนินงานเช่นกัน โดยได้ประกาศลดตำแหน่งงานจำนวนมากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ Volkswagen ก็กำลังพิจารณาเรื่องการปิดโรงงานผลิต
ยอดขายทั่วโลกของ บีเอ็มดับเบิลยู ในไตรมาส 2/2569 ลดลงประมาณ 5% โดยได้รับผลกระทบหลักจากยอดขายในจีนที่ลดลงถึง 30% ซึ่งในตลาดจีนนั้น ผู้สังเกตการณ์ในอุตสาหกรรมต่างเตือนว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นใหม่ของแบรนด์อาจเปิดตัวช้าเกินไปสำหรับการแข่งขันในตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว
ภาวะซบเซาที่ยืดเยื้อในตลาดรถยนต์จีนซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้เพิ่มแรงกดดันต่อผู้ผลิตรถยนต์ต่างชาติในพื้นที่ดังกล่าว ในขณะที่คู่แข่งจากจีนซึ่งถูกกีดกันจากตลาดสหรัฐอเมริกา ต่างหันมามองตลาดยุโรปเพื่อสร้างการเติบโตแทน
ที่มา : REUTERS




