“อาปิโก ไฮเทค” หรือ AAPICO ระบุว่า การร่วมมือกับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนเป็นหนทางเดียวที่บริษัทในอุตสาหกรรมยานยนต์จะอยู่รอดได้ในระยะยาว จากข้อได้เปรียบของจีนด้านต้นทุนที่ต่ำกว่าและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยกว่า
สำนักข่าว Nikkei Asia สัมภาษณ์พิเศษ “เย็บ ซู ชวน” (Yeap Swee Chuan) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ บริษัท อาปิโก ไฮเทค จำกัด (มหาชน) หรือ AAPICO บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนรายใหญ่ของประเทศไทย โดยระบุว่า สถานการณ์ความผันผวนของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ที่เกิดจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนเข้ามาบุกตลาดที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นครองมาโดยตลอด เช่นเดียวกับที่กำลังเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันในหลายประเทศทั่วโลก
“แบรนด์ญี่ปุ่นกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่สับสนและไร้ทิศทาง โดยในระยะยาวการที่จะอยู่รอดได้จะเป็นต้องมีความร่วมมือกับแบรนด์จีนให้มากขึ้น เพราะคงเป็นเรื่องยากที่จะไปหยุดยั้งพวกเขา”
ทั้งนี้ สถานการณ์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยที่ย่ำแย่นั้นมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) อยู่ที่ราว 12% ซึ่งมีสาเหตุมาจากปัจจัยภายในประเทศโดยเฉพาะปัญหาการขาดเสถียรภาพทางการเมือง การสนับสนุนภาคธุรกิจจากภาครัฐที่มีจำกัด และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างชะลอตัว
สำหรับยอดขายรถยนต์ในประเทศไทยปี 2568 ที่ปิดตัวเลขอยู่ที่ 621,166 คัน เพิ่มขึ้น 8.6% จากปีก่อนหน้า โดยในจำนวนดังกล่าว เป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) จำนวน 121,962 คัน ซึ่งถือเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 3 ปี แต่ก็ยังเป็นยอดขายที่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของสถิติสูงสุดที่เคยมีตัวเลขอยู่ที่ 1.43 ล้านคัน ในปี 2555 ขณะที่การผลิตรถยนต์ในประเทศไทยก็ลดลงจาก 2.46 ล้านคันในปี 2556 เหลือเพียง 1.45 ล้านคันในปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง เนื่องจากปัญหาหนี้ครัวเรือนภายในประเทศที่ยังคงมีอัตราสูงและรูปแบบการส่งออกที่เปลี่ยนแปลงไป
การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วซึ่งขับเคลื่อนโดยรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน จะนำไปสู่ ”โลกาภิวัตน์รูปแบบใหม่” ที่ซึ่งยักษ์ใหญ่ดั้งเดิมในอุตสาหกรรมจำเป็นต้องปรับตัว ในขณะที่บริษัทขนาดเล็กจะหันมาทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนป้อนให้กับผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลก
ข้อมูลจาก Mobility Global บริษัทวิจัยของสหรัฐอเมริกา ระบุว่า ด้วยกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัด ทำให้ส่วนแบ่งยอดขายรถยนต์ทั่วโลกของผู้ผลิตจากจีนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จนแตะระดับ 25% ในปี 2568 ตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าส่วนแบ่งตลาดของผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นเพียง 1% เท่านั้น ซึ่งส่วนแบ่งของญี่ปุ่นได้ลดลง 4% ในช่วงเวลาเดียวกันมาอยู่ที่ระดับ 26%
เย็บ ซู ชวน ได้คาดการณ์ว่าผลจากการเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้สัดส่วนของยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ทั่วโลกลดลงเหลือประมาณหนึ่งในสาม ในขณะที่อีกหนึ่งในสามจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) และส่วนที่เหลืออีกหนึ่งในสาม จะเป็นรถยนต์ไฮบริดรูปแบบต่าง ๆ ข้อมูลจากสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นปีละ 3.5 ล้านคันติดต่อกันจนถึงปี 2568 โดยหน่วยงานดังกล่าวประเมินว่าปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้ามีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 5% ของจำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่มีการใช้งานอยู่ทั่วโลก
“เมื่อ 3 ปีก่อน ตอนที่รถยนต์จากจีนเข้ามาประเทศไทย ใครๆ ต่างก็มองว่าเป็นของไร้คุณภาพ แต่ทุกวันนี้มันไม่ใช่ของไร้คุณภาพอีกต่อไปแล้ว ทั้งตัวรถ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบการทำงาน และอื่นๆ ล้วนมีความล้ำสมัยมาก และคนรุ่นใหม่ก็ชื่นชอบมัน”
นอกจากนี้ พวกเขาจะชนะสงครามนี้อย่างแน่นอน รู้ไหมว่าทำไม? ผู้คนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นชาวยุโรปหรือใครก็ตาม ต่างก็คิดแต่เรื่อง ICE… ICE… และ ICE พวกเขามีความคิดที่ยึดติดอยู่กับเครื่องยนต์สันดาปภายใน แต่จีนเริ่มต้นด้วยรถยนต์ไฟฟ้า ความคิดของพวกเขาจึงมุ่งเน้นไปที่ EV… EV… และ EV”
ขณะที่ 97% ของการผลิตของ AAPICO ยังคงเป็นการผลิตให้กับบริษัทที่ไม่ใช่ของจีน แต่ตัวเลขนี้ก็ลดลงจากเกือบ 100% เมื่อ 3 ปีก่อน นอกจากนี้ อัตราการยอมรับรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดเอเชียหลายแห่งกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อมูลจาก IEA ระบุว่าในอินโดนีเซีย ซึ่งเคยเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (ซึ่งส่วนใหญ่ผลิตในจีน) ได้พุ่งขึ้นจากศูนย์ไปอยู่ที่ 15% ของยอดขายรวมต่อปีภายในเวลาเพียง 5 ปี ส่วนในประเทศไทย อัตราการเติบโตในลักษณะเดียวกันนี้อยู่ที่ระดับ 1% เพิ่มขึ้นเป็น 23%
ด้าน ตลาดหลักที่คาดการณ์ว่าจะสามารถต้านทานการรุกตลาดของจีนได้ในระยะสั้นถึงระยะกลางคือสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเป็นตลาดที่มีมาตรการปกป้องทางการค้ามากกว่าภูมิภาคอื่น เมื่อปี 2568 บริษัทได้ร่วมกับบริษัท Sodecia จากโปรตุเกสเพื่อสร้างโรงงานในรัฐเซาท์แคโรไลนา โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อผลิตชิ้นส่วนป้อนให้กับ Scout Motors ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Volkswagen
AAPICO ได้เริ่มขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดจีนตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่ผู้ผลิตรถยนต์จากจีนจะก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งสำคัญในระดับโลก ปัจจุบัน Aapico มีบริษัทในเครือและบริษัทร่วมทุนรวม 52 แห่ง โดยแบ่งเป็น 32 แห่งในประเทศไทยและ 20 แห่งในต่างประเทศ ซึ่งการดำเนินงานในต่างประเทศสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วน 47.6% ของรายได้รวมกลุ่มบริษัทในปี 2568
บริษัทได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อปี 2545 และถือเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในไทย แต่หากพิจารณาในแง่ของรายได้บริษัทมีขนาดเพียงประมาณ 32% ของ Thai Summit ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ที่สุดของประเทศที่ดำเนินธุรกิจในรูปแบบบริษัทเอกชน
เย็บ ซู ชวน กล่าวว่า แม้จะมีความร่วมมือกับบริษัทจีนหลายแห่ง แต่บริษัทก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการรุกตลาดอย่างหนักของรถยนต์จีนคุณภาพดีราคาประหยัดได้ กำไรสุทธิของบริษัทลดลงจาก 1,600 ล้านบาทในปี 2566 เหลือ 747 ล้านบาทในปี 2567 และในปี 2568 กำไรสุทธิก็ลดลงอีกครั้งมาอยู่ที่ 731 ล้านบาท อย่างไรก็ตามปี 2569 นี้ เริ่มต้นด้วยสัญญาณที่ดีขึ้นโดยกลุ่มบริษัทมีกำไรสุทธิ 314 ล้านบาทในช่วงไตรมาส 1/2569
ผลกระทบหนักที่สุดเกิดขึ้นในประเทศไทยซึ่งรายได้ของ Aapico ลดลง 26.6% จากจุดสูงสุดที่ 1.87 หมื่นล้านบาทในปี 2566 เหลือ 1.37 หมื่นล้านบาทในปี 2567 ในทางตรงกันข้าม รายได้จากการดำเนินงานในต่างประเทศกลับเติบโตเล็กน้อยจาก 1.17 หมื่นล้านบาท เป็น 1.25 หมื่นล้านบาทในช่วงเวลาเดียวกัน
“ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา ถือเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของปัญหาทางเศรษฐกิจที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ สถานการณ์ทางการเมืองมีความผันผวนมาตลอด ส่วนการที่ภาครัฐให้การสนับสนุนภาคธุรกิจเพียงเล็กน้อยก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งเช่นกัน ในประเทศไทย ภาคธุรกิจต้องขับเคลื่อนตัวเองเป็นหลัก รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือบ้างแต่ก็ไม่ได้มีนัยสำคัญเหมือนอย่างในญี่ปุ่นหรือสิงคโปร์”
อย่างไรก็ตาม สำหรับคำถามที่ว่าการลงทุนจากจีนทั้งหมดนั้นส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยหรือไม่ เป็นคำถามที่ตอบยาก ไม่มีใครในโลกบอกว่าการลงทุนจากต่างประเทศเป็นเรื่องไม่ดี เพราะนำเม็ดเงินเข้ามา การลงทุนจากต่างประเทศช่วยสร้างงาน และนักลงทุนต่างชาติก็จำเป็นต้องจัดหาชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบสำหรับสินค้าที่ผลิตในท้องถิ่นหรือเพื่อการส่งออก ดังนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องแย่ แต่อาจส่งผลกระทบจนทำให้บริษัทท้องถิ่นบางแห่งต้องปิดตัวลงได้
ขณะที่ แล้วจะวัดผลดีผลเสียอย่างไร? เศรษฐกิจอาจจะเติบโตขึ้นก็จริง แต่อุตสาหกรรมท้องถิ่นบางส่วนก็จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย ซึ่งบริษัทก็ได้รับผลกระทบจากการที่ผู้ผลิตจีนเลือกนำเข้าชิ้นส่วนจำนวนมากมาจากจีนโดยตรง ซึ่งยังโชคดีที่ปริมาณรถยนต์จากจีนยังถือว่าน้อย โดยผู้ผลิตแต่ละรายอาจมียอดการผลิตในไทยสูงสุดเพียง 50,000 คันเท่านั้น
ดังนั้น สิ่งที่บริษัทกำลังทำอยู่ในขณะนี้คือการมองหาบริษัทจีนเพื่อมาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจอย่างจริงจัง เพื่อที่ว่าเมื่อพวกเขาเข้ามาทำตลาดในไทย จะได้ร่วมมือกับบริษัท เพราะบริษัทมีฐานการผลิตอยู่ที่นี่อยู่แล้ว ทั้งโรงงานและที่ดินก็ผ่านการตัดค่าเสื่อมราคาไปหมดแล้ว ดังนั้นบางบริษัทจึงจำเป็นต้องร่วมมือกับเรา







