ถือเป็นแบรนด์ผู้จำหน่ายรถยนต์มือสองมาอย่างยาวนานกว่า 40 ปี สำหรับ “Benz Motor Mall” ที่มีความเชี่ยวชาญในการจำหน่ายรถยนต์แบรนด์ เมอร์เซเดส–เบนซ์ (Mercedes-Benz) มือสองโดยเฉพาะ ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่า 80% ของยอดขายต่อปี
Autolifethailand ได้ร่วมสัมภาษณ์พิเศษ “เน้ง” ฐิดา หวังดำรงเวศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Motor Mall ซึ่งเล่าให้ฟังว่า ธุรกิจของ Benz Motor Mall เป็นธุรกิจครอบครัวมานานกว่า 40 ปี โดยปัจจุบันนับเป็นทายาทรุ่นที่ 3 ที่รับช่วงต่อของธุรกิจนี้แล้ว ซึ่งได้มีการปรับตัวสู่ธุรกิจยุคดิจิทัลมาในช่วงก่อนหน้านี้ด้วยการเป็นแบรนด์ผู้บุกเบิกการทำตลาดออนไลน์ในธุรกิจรถยนต์มือสองและการไลฟ์สดขายรถยนต์ในประเทศไทย รวมถึงการนำเทคโนโลยี AI และนวัตกรรมต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการองค์กรและยกระดับประสบการณ์การให้บริการแก่ผู้บริโภค
กระทั่งล่าสุดได้มีการ ปรับภาพลักษณ์แบรนด์ (Rebranding) พร้อมการก่อสร้างศูนย์จำหน่ายและบริการ (โชว์รูม) แห่งใหม่ ด้วยเงินลงทุนมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท โดยได้ดำเนินการเปลี่ยนชื่อเป็น “Motor Mall” เพื่อเพิ่มความหลากหลายของการจำหน่ายรถยนต์มือสองพรีเมี่ยมที่ครอบคลุมหลากหลายแบรนด์ (Multi-Brand) จากเดิมที่มุ่งเน้นเฉพาะแบรนด์ เมอร์เซเดส–เบนซ์ เป็นหลัก
นอกจากนั้น ยังได้มีการปรับ Corporate Identity (CI) และ ปรับโลโก้ใหม่ โดยใช้ “สัญลักษณ์ดาว” เป็นองค์ประกอบหลัก เพื่อสื่อถึงการเป็น “Trustmark” หรือสัญลักษณ์แห่งคุณภาพ ซึ่งจะเป็นตัวแทนถ่ายทอดผ่านอัตลักษณ์ใหม่ของแบรนด์ เพื่อยืนยันว่ารถยนต์ทุกคันผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน และมีมาตรฐานที่สามารถตรวจสอบได้
สำหรับ โชว์รูมแห่งใหม่ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 2 ไร่ บนถนนประเสริฐมนูกิจ (เกษตร–นวมินทร์) ตอม่อเลขที่ 77 มีพื้นที่ใช้สอยรวมกว่า 3,500 ตารางเมตร พร้อมช่องซ่อมจำนวน 6 ช่องซ่อม เพื่อรองรับการให้บริการ โดยหลังจากนี้มีแผนการขยายบริการที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์อย่าง Car Detailing และปรับปรุงพร้อมขยายพื้นที่บริเวณใกล้เคียงเพื่อรองรับปริมาณลูกค้าที่เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในช่วงไตรมาส 2/2569
ทั้งนี้ ในปี 2568 บริษัทมียอดขายรวมอยู่ที่ราว 400 คัน โดยมีสัดส่วนหลักกว่า 80% คือ เมอร์เซเดส–เบนซ์ และ บีเอ็มดับเบิลยู ซึ่งปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายเติบโตอยู่ที่ 40% และมีแผนการปรับสัดส่วนพอร์ตโฟลิโอเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ เป็น เมอร์เซเดส–เบนซ์ และ บีเอ็มดับเบิลยู จะมีสัดส่วนอยู่ที่ 70% ของยอดขายรวม และจะมีรถยนต์อื่น ๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งจะมุ่งเน้นรถยนต์ที่สอดคล้องกับกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่
นอกจากนี้ บริษัทยังมองเห็นโอกาสในการขยายรายได้จากธุรกิจบริการหลังการขาย (Service) ที่ในปีที่ผ่านมามีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ราว 25% และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 30% ในปี 2569 นี้ ซึ่งบริษัทมีเครื่องมือพิเศษที่ใช้ในการตรวจสอบรถยนต์ เมอร์เซเดส–เบนซ์ และมีค่าแรง–ค่าอะไหล่ที่ถูกกว่าศูนย์บริการอย่างเป็นทางการกว่า 30% จึงมองว่าเป็นอีกหนึ่งโอกาสธุรกิจของบริษัท
อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์การสงครามสู้รบในตะวันออกกลางซึ่งส่งผลให้เกิดวิกฤตราคาพลังงานโดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซล ยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค โดยเฉพาะรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งรถยนต์ในพอร์ตโฟลิโอของบริษัทส่วนใหญ่เป็นเครื่องยนต์ดีเซล จึงคาดว่าเป้าหมายที่บริษัทวางไว้ในปี 2569 จะมีอัตราเติบโตเหลือ 20%
ขณะที่ กระแสตอบรับรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดรถยนต์พรีเมี่ยมของผู้บริโภคมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยเฉพาะ Mercedes-Benz CLA รถยนต์ไฟฟ้า 100% ซึ่งมีราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น จึงอาจต้องนำมาเป็นปัจจัยในการปรับพอร์ตโฟลิโอให้เหมาะสมกับพฤติกรรมผู้บริโภคและกลไกตลาด
“บริษัทอาจต้องวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด ตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่สนใจพลังงานทางเลือกอย่าง รถยนต์ไฟฟ้า และ รถปลั๊กอินไฮบริด เพิ่มขึ้นในระยะสั้นตามสถานการณ์ แต่ก็ต้องจับตาความผันผวนของราคาและความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด”










