นับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2569 สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่มีความผันผวนและรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มยืดเยื้อส่งผลกระทบไปทั่วโลกและเศรษฐกิจในประเทศไทยเป็นวงกว้างรวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยเฉพาะราคาพลังงาน, อัตราเงินเฟ้อ โลจิสติกส์ รวมถึงการส่งออกสินค้าไปยังตะวันออกกลาง โดยคาดว่าจะเป็นปัจจัยหลักที่ฉุดการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในอนาคต
นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เปิดเผยในงาน”TAIA Meets the Press” หัวข้อ “เจาะลึกอุตสาหกรรมยานยานต์ไทยปี 2569” จัดโดย สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย ร่วมกับ สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นส่งผลต่อการส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นตลาดใหญ่สุดลำดับที่ 3 ของตลาดส่งออกรถยนต์ไทยซึ่งหยุดชะงักรวมถึงผลกระทบด้านรายได้ต้นทุนการผลิตจากภาวะเงินบาทที่ผันผวนรุนแรง ซึ่งในปี 2568 ที่ผ่านมาประเทศไทยส่งออกรถยนต์ไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางประมาน 2 แสนคัน หรือคิดเป็น 21% ของการส่งออกทั้งหมด
ทั้งนี้ แนวโน้มผู้บริโภคเริ่มชะลอการซื้อรถเพื่อประเมินสถานการณ์สงคราม ประกอบกับค่าครองชีพมีแนวโน้มสูงขึ้นและคงตัวยาวนาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลมห้บรรยากาศตลาดของไทยมีแนวโน้มซบเซาลงกว่าเดิม
นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากที่คาดการณโดยอัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อาจเติบโตเหลือเพียง 1.4% ในปี 2569 จากคาดการณ์เดิมอยู่ที่ 2.0% เนื่องจากประเทศไทยส่งออกสินค้าไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางมูลค่ากว่า 4 แสนล้านบาท

สำหรับ สมาคมฯ มีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล ในการออกมาตรการส่งเสริมและกระตุ้นตลาดรถยนต์ภายในประเทศ เพื่อทดแทนปริมาณรถยนต์ที่ไม่สามารถส่งออกไปยังตะวันออกกลางได้ รวมถึงมาตรการเยียวยาผู้ผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะสงคราม และนโยบายกำกับดูแลปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนภาคอุตสาหกรรม อาทิ ราคาพลังงาน, ค่าแรง และ ค่าขนส่ง เป็นต้น
มาตรการกระตุ้นยอดขายในประเทศที่สมาคมฯ เสนอ มีดังนี้
มาตรการระยะสั้น
- มาตรการด้านภาษี : การใช้กลไกการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และ การหักค่าใช้จ่ายเงินได้นิติบุคคล สำหรับการซื้อรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ เพื่อจูงใจการซื้อรถยนต์
- มาตรการด้านสินเชื่อ : ผ่านการผ่อนปรนเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อสำหรับกู้ซื้อรถ
- มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ : กระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐผ่านงบประมาณประจำปี
- มาตรการเพิ่มสัดส่วนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในหน่วยงานภาครัฐ ทั้งรถยนต์ XEV ทุกชนิด และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
มาตรการระยะกลาง – ยาว
- มาตรการสนับสนุนการผลิตภายในประเทศทดแทนการส่งเสริมการนําเข้ารถยนต์จากต่างประเทศ โดยขอให้มีการกําหนดโครงสร้างภาษีสรรพสามิตตามสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (LOCAL CONTENT) และลดหรือยกเว้นอากรนําเข้าชิ้นส่วนสําคัญสําหรับรถยนต์ไฟฟา xEV ในระยะต้นของการผลิตสําหรับชิ้นส่วนทีไม่มีผู้ผลิตในประเทศไทย
- มาตรการยกระดับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ยานยนต์สมัยใหม่ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริม การเปลี่ยนผ่านของผู้ผลิตชิ้นส่วนภายในประเทศ
- เร่งรัดการเจรจาข้อตกลง FTA โดยเฉพาะกับกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพในการส่งรถยนต์จากประเทศไทย
“สมาคมฯ คาดหวังว่ามาตรการเหล่านี้ จะสามารถกระตุ้นตลาดรถยนต์ในปีนี้และปีต่อ ๆไป ให้ฟื้นตัวไปสู่ระดับปกติ และดียิ่งขึ้น”
นอกจากนั้น เพื่อเป็นการรักษาตลาดส่งออกรถยนต์สำคัญของไทยอย่างภูมิภาคออสเตรเลียและโอเชียเนีย สมาคมฯ เสนอให้ภาครัฐหาโอกาสเจรจาเพื่อชะลอหรือผ่อนผัน การบังคับใช้มาตรการ New Vehicle Effciency Standard (NVES) เพื่อให้ผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศไทยมีเวลาปรับตัว
ขณะที่ การคาดการณ์การผลิตรถยนต์ในประเทศไทยปี 2569 มีการคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 1.5 ล้านคัน เติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้าราว 3.4% โดยแบ่งเป็นผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 5.5 แสนคัน และผลิตเพื่อส่งออก 9.5 แสนคัน ซึ่งการคาดการณ์ดังกล่าวยังไม่มีการประเมินปัจจัยสงครามตะวันออกกลางซึ่งหากมีความยืดเยื้ออาจมีความจำเป็นต้องปรับลดคาดการณ์การผลิตรถยนต์ในประเทศไทยให้เหมาะสมกับสถานการณ์
“ปัจจุบันผลกระทบที่เกิดขึ้นในช่วงราว 15 วัน กระทบการส่งออกที่ต้องหยุดชะงักไปแล้วราว 1 หมื่นคัน หรือคิดเป็น 50% ของการส่งออกรถยนต์ไปตะวันออกกลางราว 1.8 หมื่นคัน/เดือน ซึ่งหากสถานการณ์ยังยืดเยื้ออาจส่งผลกระทบให้ผู้ประกอบการต้องหยุดผลิตชั่วคราวจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น”





