กรุงเทพมหานคร (กทม.) ร่วมกับ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ผ่านโครงการความร่วมมือไทย–เยอรมันด้านพลังงาน คมนาคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (TGC EMC) เปิดตัวโครงการ “EV เพื่อพี่วิน” ภายใต้แนวคิด Win-Win-Win ที่เมืองได้ประโยชน์ ผู้ขับขี่ลดต้นทุน และสิ่งแวดล้อมดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
จากงานศึกษาโดยโครงการ TGC EMC พบว่า รถจักรยานยนต์รับจ้าง (วินมอเตอร์ไซค์) ใน กทม. มีจำนวนกว่า 8.9 หมื่นคัน กระจายอยู่มากกว่า 5,300 จุด ซึ่งทำหน้าที่เป็นขนส่งเส้นเลือดฝอยที่ทำหน้าที่ให้ระบบขนส่งหลักของเมืองเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในจำนวนดังกล่าวสร้างการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ราว 8 หมื่น – 1 แสน ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี และ PM2.5 ราว 16 ตันต่อปี เทียบเท่ากับการเผานาประมาน 3,800 ไร่ หรือเท่ากับฝุ่นที่ปล่อยจากรถเมล์แดง (รุ่นเก่า) ประมาน 250-300 คัน ที่วิ่งให้บริการตลอดทั้งปี
รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ของ กทม. ต้องอาศัยแนวทางที่ทำได้จริงและต่อยอดเป็นนโยบายได้ ซึ่งโครงการ “EV เพื่อพี่วิน” ถือเป็นโครงการนำร่องเพื่อทดสอบการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าในระดับปฎิบัติการจริง โดยรถจักรยานยนต์รับจ้าง ถือเป้นส่วนหนึ่งของการเดินทางใน กรุงเทพมหานคร
ทั้งนี้ กทม. ได้ตระหนักถึงปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่มาจากแหล่งอื่น ๆ อาทิ รถเมล์ และ รถบรรทุก ซึ่งต้องแก้ไขควบคู่กันอย่างเป็นระบบ โดนหวังว่าผลจากโครงการนี้จะช่วยให้พัฒนามาตรการที่เหมาะสมและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับขนส่งรูปแบบอื่น ๆ ในเมือง และช่วยให้ กทม. เดินหน้าสู่การเป็นเมืองคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับ กรุงเทพมหานคร จะทำหน้าที่กำหนดกรอบทิศทางโครงการ โดยสำนักสิ่งแวดล้อมดูแลการเชื่อมโยงข้อมูลด้านฝุ่น PM2.5 และผลกระทบด้านสุขภาพ ขณะที่สำนักการจราจรและขนส่งรับผิดชอบการเชื่อมต่อกับระบบวิน จุดจอด และการใช้งานมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในพื้นที่จริง เพื่อให้ผลการทดลองสามารถนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย และต่อยอดการขยายผลในระดับเมืองต่อไป
ดร.โดมินิกา คาลินอฟสกา ผู้อำนวยการโครงการด้านการขนส่ง ประเทศไทย จาก GIZ เปิดเผยผลการศึกษาวินมอเตอร์ไซค์ใน กรุงเทพมหานคร พบว่า ผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์สันดาปภายในมีค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงเฉลี่ยราว 19,000-49,000 บาทต่อปี ขณะที่รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจะลดลงค่าใช้จ่ายได้สูงสุด 7 เท่า เหลือเพียงประมาณ 7,200 บาทต่อปี ช่วยเพิ่มรายได้สุทธิและลดภาระให้ผู้ขับขี่ พร้อมลดฝุ่น PM2.5 ในเมืองได้ราว 16 ตันต่อปี อย่างไรก็ตาม แม้ EV จะได้รับความสนใจมากขึ้น แต่ผู้ขับขี่จำนวนมากยังกังวลถึงข้อจำกัดด้านราคาตัวรถ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ระบบแบตเตอรี่ และความเหมาะสมต่อการใช้งานจริง
ด้วยเหตุนี้ นอกจากการทดลองนวัตกรรมและแนวทางร่วมกับวินมอเตอร์ไซค์แล้ว โครงการดังกล่าวยังได้ร่วมกับ ผู้ประกอบการผลิตและจัดจำหน่ายรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเพื่อพัฒนาโซลูชันที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ข้อกังวลดังกล่าวโดยตรง ครอบคลุมระบบแบตเตอรี่และการซ่อมบำรุง และสถานีสลับแบตเตอรี่ที่ไม่ต้องรอชาร์จ ทำให้ทำงานรับ–ส่ง ได้ต่อเนื่องไม่สะดุด ที่บริเวณย่านดินแดงและพญาไท ควบคู่กับการทดสอบโมเดลเช่าขับรายวัน ในอัตราเริ่มต้นที่ 75 บาท และแนวทางสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนร่วมกับภาคีที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารออมสิน ในรูปแบบ Green loan หรือการเช่าซื้อ เพื่อลดอุปสรรคในการตัดสินใจและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในระยะยาว
นาย สามารถ ดรบุราณ ประธานวินมอเตอร์ไซค์บางกรวย ที่เข้าร่วมโครงการนำร่องเล่าว่า ที่ผ่านมา วินหลายคนไม่ได้ไม่อยากใช้ EV แต่ไม่กล้าเปลี่ยน เพราะต้นทุนสูง กลัวเรื่องการชาร์จ กลัวรถไม่พอวิ่งทั้งวัน ถ้าต้องจอดรถนานก็หมายถึงรายได้ที่หายไป การทำงานของวินคือหาเงินเป็นรอบ ๆ แต่พอได้ทดลองใช้งานจริง ค่าใช้จ่ายลดลงชัดเจน และระบบชาร์จหรือสลับแบตเตอรี่ก็ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด ทำให้ยังทำงานได้ต่อเนื่อง ไม่กระทบรายได้ระหว่างวัน จนเริ่มเห็นว่า EV เป็นทางเลือกที่ใช้งานได้จริง และช่วยลดภาระต้นทุนในชีวิตประจำวันของคนทำงานอย่างเราได้จริง
โครงการ “EV เพื่อพี่วิน” โดยกรุงเทพมหานครและ GIZ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ภายใต้โครงการ TGC EMC มุ่งเดินหน้าแก้ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างเพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการวินมอเตอร์ไซค์หันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ผ่านการทดลองโมเดลเช่าขับในอัตรา 75-140 บาทต่อวัน ควบคู่กับการจัดเตรียมระบบอัดประจุทั้งแบบชาร์จและสลับแบตเตอรี่ที่ไม่ต้องรอชาร์จ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่วินมอเตอร์ไซค์และพนักงานกวาดถนนของ กทม. กว่า 200 คนในเขตดินแดงและพญาไท ร่วมทดลองขับและรับข้อมูลด้านต้นทุน การดูแลรักษา และระบบสนับสนุนที่จำเป็นต่อการทำงานจริง ก่อนคัดเลือก 30 คนให้ทดลองใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลา 1 เดือนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึก อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวมีกำหนดเริ่มการทดลองในเดือนมีนาคม 2569 ก่อนต่อยอดสู่การขยายผลในระดับนโยบายของกรุงเทพมหานคร ควบคู่กับการผลักดันเมืองคาร์บอนต่ำในระยะยาว










