นาย คริสเตียน เชลล์ ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส–เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Mercedes-Benz กล่าวว่า การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ของรัฐบาลที่อยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อผลักดันให้เกิดการลงทุนและการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ส่วนตัวเชื่อว่าจะเกิดการพัฒนาของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย รวมถึงจะส่งผลให้ทุกแบรนด์ทุกสัญชาติเกิดการแข่งขันอย่างเสมอภาค
ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทได้มีการประกอบในประเทศไทย โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า 100% ทั้งในรุ่น Electric CLA และ The All-New Electric GLC พร้อมการประกอบแบตเตอรี่แรงดันสูง (High-Voltage Battery) รวมถึงมีแผนที่จะนำรถยนต์รุ่นใหม่มาประกอบในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามแผนธุรกิจที่วางไว้ตั้งแต่อดีต
ขณะที่ ก่อนที่ตนจะเข้ารับตำแหน่ง ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เมอร์เซเดส–เบนซ์ ประเทศไทย ในช่วงต้นปี 2569 ตนได้ประจำอยู่ที่สำนักงานใหญ่ของ เมอร์เซเดส–เบนซ์ที่ประเทศเยอรมนีซึ่งเป็นผู้วางแผนผลิตภัณฑ์รวมถึงการพิจารณาการนำรถยนต์รุ่นใดบ้างที่มาประกอบในประเทศไทย
“ในเวลานั้นที่ประจำอยู่ที่สำนักงานใหญ่ ได้เสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัท (บอร์ด) ในการนำเอาเทคโนโลยีและรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดมาเปิดตัวและประกอบในประเทศไทย โดยแม้ว่าจะสามารถนำเข้าจากแหล่งผลิตอื่นที่มีทั่วโลกของบริษัทด้วยการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีนำเข้า 0% ได้ แต่ตนยืนยันกับบอร์ดว่าจะต้องนำเทคโนโลยีใหม่มาประกอบและนำเสนอในประเทศไทย”
นอกจากนั้น มองว่าการลงทุนในประเทศไทยของ Mercedes-Benz จะช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจและเกิดการจ้างงานในประเทศไทย และการใช้ชิ้นส่วนในประเทศผ่านซัพพลายเออร์ไทย ที่ผ่านมาบริษัทได้ร่วมมือกับ Powertech Energy พันธมิตรทางธุรกิจในการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% (EV) ให้กับ เมอร์เซเดส–เบนซ์ ซึ่งมีศักยภาพในการผลิต เทคโนโลยีแบตเตอรี่ 800V ขนาด 85 kWh รองรับการชาร์จ DC 320 kW ที่ถูกติดตั้งอยู่ใน Electric CLA และ The All-New Electric GLC ทั้ง 2 รุ่นล่าสุด ซึ่งจะผลิตให้กับ เมอร์เซเดส–เบนซ์ แต่เพียงผู้เดียวโดยได้มีการเซ็นสัญญาการซื้อระยะยาวสำหรับรองรับตลาดในประเทศไทย ขณะที่ ธนบุรีประกอบรถยนต์ ยังคงเป็นผู้ประกอบรถยนต์ให้กับ เมอร์เซเดส–เบนซ์ และ แบตเตอรี่ สำหรับรถปลั๊กอินไฮบริด (PHEV)
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : Mercedes-Benz เปิดตัว “FLEX Mobility Campaign” หวังเจาะคนรุ่นใหม่
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดบริษัทได้ปรับโครงสร้างราคาของรถยนต์ 11 รุ่น โดยมีการปรับราคาลงสูงสุด 1,030,000 บาท ตามรายละเอียดดังนี้
- C 220 d – ราคาจำหน่าย 2,690,000 บาท จากเดิม 2,880,000 บาท (ส่วนต่าง 190,000 บาท)
- C 350 e plug-in hybrid – ราคาจำหน่าย 2,890,000 บาท จากเดิม 2,990,000 บาท (ส่วนต่าง 100,000 บาท)
- E 220 d – ราคาจำหน่าย 3,490,000 บาท จากเดิม 3,930,000 บาท (ส่วนต่าง 440,000 บาท)
- E 350 e plug-in hybrid – ราคาจำหน่าย 3,690,000 บาท จากเดิม 4,080,000 บาท (ส่วนต่าง 390,000 บาท)
- GLC 220 d 4MATIC – ราคาจำหน่าย 3,490,000 บาท จากเดิม 3,720,000 บาท (ส่วนต่าง 230,000 บาท)
- GLC 350 e 4MATIC plug-in hybrid – ราคาจำหน่าย 3,690,000 บาท จากเดิม 4,180,000 บาท (ส่วนต่าง 490,000 บาท)
- GLC 350 e 4MATIC Coupe plug-in hybrid – ราคาจำหน่าย 3,990,000 บาท จากเดิม 4,340,000 บาท (ส่วนต่าง 350,000 บาท)
- GLE 300 d 4MATIC – ราคาจำหน่าย 4,950,000 บาท จากเดิม 5,590,000 บาท (ส่วนต่าง 640,000 บาท)
- GLS 450 d 4MATIC – ราคาจำหน่าย 5,950,000 บาท จากเดิม 6,980,000 บาท (ส่วนต่าง 1,030,000 บาท)
- Mercedes-AMG CLE 53 4MATIC+ Coupe – ราคาจำหน่าย 4,950,000 บาท จากเดิม 5,250,000 บาท (ส่วนต่าง 300,000 บาท)
- Mercedes-AMG GLE 53 Hybrid 4MATIC+ – ราคาจำหน่าย 5,590,000 บาท จากเดิม 5,850,000 บาท (ส่วนต่าง 260,000 บาท)
อย่างไรก็ตาม บริษัทได้จัดงาน “Mercedes-Benz StarFest 2026 : Celebrating The Extraordinary” ที่ ศูนย์การค้า Gaysorn Amarin ชั้น G ระหว่างวันที่ 24 – 27 กันยายน 2569 โดยมีไฮไลต์ The all-new Electric GLC ที่นำมาจัดแสดงและให้ผู้ที่สนใจได้สัมผัสเป็นครั้งแรก พร้อมทั้งข้อเสนอพิเศษอย่าง E 350 e Exclusive ราคาเริ่มต้น 3.14 ล้านบาท พร้อมรับส่วนลดสูงสุด 1,490,000 บาท ประกันภัยชั้นหนึ่ง StarProtection สำหรับรุ่นรถที่ร่วมรายการ และบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 10,000 บาท เป็นต้น





